การเข้าสู่
TropRice | ตารางเวลาการจัดการ
|
การเตรียมพื้นที่ | การปรับระดับพื้นที่
| พันธุ์ข้าวของ IRRI
| การปลูกพืช
| การจัดการน้ำ
|
การจัดการธาตุอาหาร
| การจัดการวัชพืช
| การจัดการแมลง
| การจัดการโรคข้าว
| หอย
หนู และนก |
การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย
| กระบวนการหลังการผลิต
| เศรษฐศาสตร์ | คุณภาพเมล็ดพันธุ์
| การเปลี่ยนเทคโนโลยี
| คำชี้แจง
|
ตารางสารบัญ
1.
1. หลักการใช้สารเคมี
2. ผลของลมต่อการใช้สารเคมี
3. ข้อควรพิจารณาในเรื่องความปลอดภัย
4. การวัดปริมาตร
5. คำชี้แจง
ในเรื่องการปฏิบัติที่ปลอดภัย เป็นการนำเสนอหลักที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการใช้สารเคมีให้ดีที่สุด
[Top]
![]()
|
|
|
ขั้นตอนแรกในการใช้สารเคมี
คือ
ตรวจสอบดูว่าสารเคมีประเภทใดที่ต้องการใช้
สารเคมีชนิดดูดซึม
สามารถเคลื่อนย้ายจากบริเวณที่ถูกสารเคมี
|
|
|
แรงดันของเครื่องฉีดพ่น และขนาดของละอองสารเคมี
| ชนิดของหัวฉีด
| สภาพแวดล้อมขณะที่ใช้ (ดู ผลของลมต่อการใช้สารเคมี)
| ชนิดของเครื่องมือ และ
| ความชำนาญของผู้ปฏิบัติ |
|
รายละเอียดในแต่ละเรื่อง มีดังนี้:
| แรงดันและขนาดละอองสารเคมี
|
|
|
แรงดันที่สูงกว่าจะลดขนาดของละอองสารเคมี และไปเพิ่มการปลิวของละอองสารเคมี
| ขนาดของละอองสารเคมีที่เล็กกว่าจะปกคลุมผิวพืชได้ดีกว่า
ดังนี้นจึงเป็นการดีสำหรับสารเคมีชนิดสัมผัส
เช่น
สารเคมี
| ขนาดของละอองสารเคมีวัดเป็นไมครอน - 1 ไมครอนเท่ากับ 0.001 มิลลิเมตร
| ขนาดของละอองสารเคมีที่เล็กกว่า 200 ไมครอน (0.2 มิลลิเมตร) จะง่ายต่อการถูกพัดปลิว
| เครื่องฉีดพ่นแบบสูบโยกสพายหลัง ทำงานได้ที่แรงดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว (1 bar)
| ถ้าใช้ระบบเครื่องกล
เครื่องฉีดพ่นปกติต้องใช้แรงดัน
30 ปอนด์/ตารางนิ้ว
แม้ว่าจะสามารถใช้แรงดันที่
15
| ปัจจุบันมีการใช้วาลว์ควบคุมแรงดันแล้ว
ซึ่งสามารถช่วยรักษาระดับแรงดันในเครื่องฉีดพ่น
และขนาดของละอองสารเคมี
| เครื่องพ่นแบบควบคุมขนาดของละอองสารเคมี สามารถควบคุมขนาดได้ตั้งแต่ 50-300 ไมโครมิเตอร์
| แรงดันไม่ใช่เป็นวิธีการที่ดีในการเพิ่มปริมาณการฉีดพ่น การเพิ่มปริมาณการฉีดพ่นขึ้นเป็น 2 เท่า ต้องใช้แรงดันเพิ่มขึ้น 4 เท่า |
|
สภาวะแวดล้อมขณะปฏิบัติ - เวลาที่ดีที่สุดในการใช้สารเคมี
|
|
|
การใช้สารเคมีที่ดีที่สุด คือ เวลาเที่ยงวันถึงเวลาบ่าย ๆ แต่ลมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นบ่อย ๆ เสมอ
| ช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกช่วงหนึ่ง คือ เวลาเช้า
| ควรตระหนักไว้ว่า
สารเคมีบางชนิดต้องการแสงอาทิตย์ในการก่อให้เกิดปฏิกิริยา
-
ให้ตรวจดูคำแนะนำบนฉลากเกี่ยวกับ |
|
หัวฉีด
|
|
|
ความสูง: หัวฉีดควรจะอยู่สูงกว่าบริเวณส่วนของพืชที่จะฉีดพ่น ประมาณ 0.3-0.5 เมตร
| แบบของหัวฉีด:
|
|
|
หัวฉีดรูปโคน
จะให้ละอองสารเคมีที่เล็กละเอียดกว่า
จึงเหมาะสำหรับใช้กับสารเคมีกำจัดเชื้อรา
| หัวฉีดรูปพัด จะให้ละอองสารเคมีที่หยาบกว่า จึงเหมาะที่จะใช้กับสารเคมีกำจัดวัชพืช
| หัวฉีดเดี่ยวรูปโคน ใช้ฉีดบริเวณโคนต้นพืช - หัวฉีดคู่รูปโคนใช้ฉีดพ่นทั่วไป
| แบบของหัวฉีดมีหลายชนิด
(เช่น
รูปพัด
หรือชนิดแบน
-
บางชนิดใช้ฉีดพ่นให้เกิดความสม่ำเสมอของ
| หมายเหตุ: แต่ละบริษัทจะมีรหัสสินค้าแตกต่างกัน
|
|
|
ตัวอย่างที่
1: รหัส 8002
หมายถึงอะไร
?
| ตัวอย่างที่
2: รหัส 110-LD-015
หรือ F110/0.6/3
หมายถึงอะไร
? |
|
โดยทั่วไปความเร็วเฉลี่ยที่ใช้เดินฉีดพ่น ปรับให้ต่ำกว่า 1 เมตร/วินาที
| การเปลี่ยนปริมาตรสารเคมีที่ฉีดพ่น
|
|
|
ปริมาตรของสารเคมีที่ฉีดพ่น เปลี่ยนแปลงได้โดยการเปลี่ยน
|
|
|
ความเร็ว
-
เป็นการเปลี่ยนปริมาตรสารเคมีโดยตรง
-
การเพิ่มความเร็วเป็น
2 เท่า
จะลดปริมาตรสารเคมี
| ชนิดหัวฉีด - ผลโดยตรงเกิดจากขนาดของรูหัวฉีด
| แรงดัน
-
ผลที่เกิดขึ้นเป็นสัดส่วนกัน
คือ
การเพิ่มปริมาตรการฉีดพ่นขึ้นเป็น
2 เท่า
ต้องการแรงดันเพิ่มขึ้น |
|
ข้อพิจารณาในการฉีดพ่นสารเคมี
|
|
|
ต้องการการฝึกอบรม - ผู้ใช้สารเคมีต้องการที่จะทราบถึง |
|
การวัดปริมาตร - ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการฉีดพ่นต่อหน่วยพื้นที่และปริมาณสารเคมีที่ต้องการใช้
| ความเป็นพิษ
-
ต้องการทราบถึงความเป็นพิษของสารเคมี
และวิธีการปฏิบัติที่ปลอดภัย
-
อันตรายต่อผู้ใช้
| การใช้อุปกรณ์ป้องกัน (เช่น ถุงมือ ผ้าปิดจมูก เสื้อผ้ากันเปื้อน แว่นตากันฝุ่น)
| วิธีการใช้เครื่องมือ และการบำรุงรักษา
| หลักการใช้สารเคมี
|
|
|
ให้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
| ลดการฉีดพ่นสารเคมีที่มากเกินไป
| ปรับปรุงความสม่ำเสมอของการฉีดพ่น
ระยะเวลาที่เหมาะสม
และความแน่นอน
| ลดปริมาณสารเคมีที่ใช้: ใส่สารเคมีให้ต่ำลง
| ปรับปรุงความสามารถของผู้ปฏิบัติ:
ทำเครื่องมือให้มีความปลอดภัย
และสามารถ
| สลับชิดสารเคมีที่ใช้ เพื่อป้องกันการปรับตัวให้ดื้อยาของศัตรูพืชที่ต้องการควบคุม |
|
ข้อควรพิจารณา เครื่องมือที่ใช้: |
|
เครื่องฉีดพ่นควรติดบนรถ ไม่ควรเดินฉีดพ่น เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมีที่มากเกินไป
| ผู้ปฏิบัติควรอยู่ข้างหลังเครื่องฉีดพ่น
| ปรับปรุงเทคนิคและประสิทธิภาพการใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์
-
ใช้เครื่องมือ |
[Top]
![]()
| ประมาณค่าความเร็วลม (เมตร/วินาที) |
รายละเอียด | สิ่งที่สังเกตุเห็น | การฉีดพ่น |
| < 0.3 | ลมสงบ | ควันบุหรี่ลอยขึ้นในแนวดิ่ง | หลีกเลี่ยงการฉีดพ่นในขณะนี้อากาศอบอ้าว มีแดดจ้า |
| 0.6 - 0.9 | อากาศเบาบาง | ทิศทางลมสังเกตุจากการปลิวของควันบุหรี่ | หลีกเลี่ยงการฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อน มีแสงแดดจ้า |
| 0.9 - 1.81 | มีลมอ่อน ๆ | มีเสียงใบไม้ไหวเบา ๆ มีลมผ่านมาที่ใบหน้า | เป็นเวลาที่เหมาะสมในการฉีดพ่นสารเคมี |
| 1.81 - 2.7 | มีลมพัดเบา ๆ | ใบไม้และกิ่งไม้มีการไหวเอนคงที่ | หลีกเลี่ยงการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช |
| 2.7 - 4.0 | มีลมพัดปานกลาง | กิ่งไม้ขนาดเล็กไหว มีฝุ่นฟุ้ง เศษกระดาษปลิว | เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมที่จะฉีดพ่นสารเคมี |
|
[Top] |
![]()
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความปลอดภัย
|
| ภาพความชัดเจนของสารเคมีทางการเกษตร
|
|
|
| ทำไมเกษตรกรจึงต้องใช้สารเคมีทางการเกษตร
| การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM)
| ความพยายามในเรื่องความปลอดภัยที่ IRRI
| |
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นสารประกอบที่เป็นพิษ ดังนั้นเราต้องการให้เกิดอันตรายต่ำต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม อันตรายที่เกิดจากสารเคมีทางการเกษตร แสดงให้เห็นได้โดยใช้สมการดังนี้:
|
|
|
อันตราย = ความเป็นพิษ x การใช้ |
จากสมการอธิบายได้ว่า อันตรายเกิดจากความเป็นพิษของสารเคมีร่วมกับลักษณะของการถูกนำไปใช้ อันตรายสามารถลดให้ต่ำลงได้โดยใช้สารเคมีที่มีความปลอดภัย และปรับปรุงวิธีการปฏิบัติ
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
![]()
ภาพความชัดเจนของสารเคมีทางการเกษตร
มีผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่ได้รับอนุญาติให้ใช้
ก่อให้เกิดอันตรายได้
ตัวอย่างเช่น
แก๊สโซลีน
เกลือแกง เนย
เนยเทียม
และยาสีฟัน
ซึ่งทั้งหมดก่อให้เกิดอันตรายได้
ยกตัวอย่าง
เช่น
ยาสีฟันจะต้องมีคำเตือนที่ขีดเส้นใต้ไว้ว่า:
|
"คำเตือน - ถ้ากลืนลงไปในลำคอต้องรีบปรึกษาแพทย์" |
ตัวอย่างอื่น
เกี่ยวข้องกับแรสเบอรี่
มีการกล่าวกันว่าถ้าบริษัทผู้ผลิตสารเคมีคิดค้นผลิตภัณฑ์จากแรสเบอรี่
จะไม่ได้รับอนุญาติให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น
เนื่องจากองค์ประกอบ
ทางเคมีของแรสเบอรี่
ประเด็นสำคัญของเรื่องผลิตภัณฑ์นี้คือ
ไม่ต้องการให้เกิดความวิตกกังวล
แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยในการใช้ว่า
ผลิตภัณฑ์ทั่ว
ๆ ไป
สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย
มันเป็นเรื่องตรรกวิทยาที่จะทำความชัดเจนในเรื่องของสารเคมีทางการเกษตร
ซึ่งโดยแท้จริงแล้วมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านจำนวนมาก
ที่มีความเป็นพิษสูงกว่าสารเคมีที่ใช้ทางการเกษตร
ดังนั้นเราจึงควรทำให้เกิดความชัดเขน
และให้แน่ใจว่าถ้าเกษตรกรต้องใช้สารเคมีทางการเกษตรแล้ว
ควรจะใช้เมื่อจำเป็นและใช้อย่างถูกวิธีและมีความปลอดภัย
จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้น
อันตรายที่เกิดขึ้นต่อบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบระหว่างความเป็นพิษของผลิตภัณฑ์กับวิธีการใช้
ดังนั้นยาสีฟันถึงแม้จะเป็นพิษแต่ก็ปลอดภัย
ถ้าใช้ถูกวิธี
เหล่านี้เป็นหลักการที่จะต้องนำไปใช้ถ้ามีความต้องการใช้สารเคมีทางการเกษตร
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องสารเคมีที่ใช้ทางการเกษตร
เราจะกล่าวรายละเอียดในเรื่องศัตรูพืช
และทางเลือกการจัดการ
และ IRRI
จะเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดการปรับปรุง
ในด้านความปลอดภัย
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
ก่อนจะพูดถึงการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน - ซึ่งทราบกันดีคือ IPM ให้มาพิจารณากันก่อนว่า อะไรคือศัตรูของข้าว และทำไม ศัตรูพืชที่สำคัญประกอบด้วย
|
หอยทาก ซึ่งสามารถกัดกินต้นข้าวที่ยังเป็นต้นกล้าอยู่ ทำให้จำนวนต้นต่อพื้นที่ลดลง - ไม่มีต้นข้าว - ไม่ได้ผลผลิตข้าว
| หนู ไปกัดกินต้นข้าวทุกระยะการเจริญเติบโต จากระยะเพาะกล้าถึงระยะที่เก็บรักษาเมล็ดข้าวไว้ในโรงเก็บ
| แมลง มีมากมายหลายชนิดแตกต่างกัน และมีความสำคัญในระยะต่าง ๆ แตกต่างกัน มีทั้งชนิดที่กัดกิน ดูดน้ำเลี้ยง หรือเป็นพาหะนำเชื้อโรค
| วัชพืช สามารถเจริญเติบโตตลอดฤดูกาลเพาะปลูกพืช โดยไปแย่งแสงแดด น้ำ และธาตุอาหารจากต้นข้าว
| โรค มีทั้งที่เป็นโรคชนิดแพร่ทางเมล็ด ดิน ลม มีผลต่อต้นพืชตลอดชีพจักร
| นก กินเมล็ดข้าวในระยะที่หว่านกล้า ทำความเสียหายต่อรวงข้าวในระยะที่ติดเมล็ด |
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
ศัตรูพืชที่กล่าวไว้ข้างบน
เป็นศัตรูข้าวที่มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ที่สูญเสียไป
ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกษตรกรต้องตัดสินใจ
ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ซึ่งคล้ายกับโครงการปลูกวัคซีนในคน
เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาดต่อไป
มีทางเลือกมากมายที่ใช้ควบคุมศัตรูพืชได้ ซึ่งแสดงอยู่ในตาราง
| ศัตรูพืช | ทางเลือกการจัดการ |
| หอยเชอรี่ | ระบายน้ำในแปลงนา
ทำร่องระบายน้ำ
ใช้มือเก็บหอย
ใช้กล้าที่มีอายุมากปลูก
ใช้พืชเป็นกับดักล่อ
ใช้จำนวนต้นปลูกสูงขึ้น ใช้สารเคมี molluscicide หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ (เช่น แกลบ) |
| หนู | ทำความสะอาดแปลงนา ลดพฤติกรรม ใช้เครื่องพ่นไฟ ใช้จำนวนต้นปลูกสูง ใช้เหยื่อล่อ |
| แมลง | คัดเลือกพันธุ์ ระยะเวลาปลูกที่เหมาะสม ใช้สารเคมีกำจัดแมลง |
| วัชพืช | การจัดระบบการปลูกพืช (การไถพรวน การจัดการน้ำ การปรับประดับพื้นที่) ใช้มือถอน ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช |
| โรค | การจัดการต้นและเศษพืชที่ตกค้างในแปลงปลูกพืช การคัดเลือกพันธุ์ การใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา |
| นก | ใช้หุ่นไล่กา การปลูกพืชหนาแน่น การปลูกพืชพร้อม ๆ กัน |
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
ทำไมเกษตรจึงต้องใช้สารเคมีทางการเกษตร ?
ถามว่าทำไมเราต้องซื้อนมจากร้านจำหน่าย
แต่ไม่ซื้อนมจากวัวของเรา?
คำตอบประกอบด้วยความสะดวกสบาย
สามารถปฏิบัติได้
หาได้ง่าย
และราคา
เป็นต้น
เกษตรกร
ก็ใช้หลักการเดียวกันในการตัดสินใจดำเนินการจัดการ
ถ้ามีทางเลือกมากทำไมเกษตรกรต้องใช้สารเคมีที่กล่าวถึงในการผลิตพืช
เพราะว่าเกษตรกรต้องทำให้เกิด
ความสมดุลย์ของปัจจัยต่าง
ๆ ในการผลิต
ได้แก่
ความต้องการแรงงาน
ค่าใช้จ่าย
ปริมาณสารเคมีที่ใช้
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้
เพื่อให้แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จ
ในพืชที่ปลูก
และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เกษตรกรทำความสมดุลย์ในสิ่งที่เราเรียกว่า
กำไร
และค่าใช้จ่าย
-
ผลตอบแทนที่ได้รับ
(กำไร)
มีความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย
ในการดำเนินการ
(ปริมาณที่ควรจะเป็น)
กิจกรรมที่จำเป็น
และ/หรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็น
ยกตัวอย่าง
ในการจัดการวัชพืชมีความต้องการแรงงานคิดเป็น
120
ชั่วโมงต่อพื้นที่
1 เฮกตาร์
ถ้าทำด้วยมือ
ใช้แรงงาน 50-70
ชั่วโมง/เฮกตาร์
ถ้าใช้เครื่องไถพรวน
และใช้
4 ชั่วโมง/เฮกตาร์
ถ้าใช้เครื่องฉีดพ่นแบบคันโยกสพายหลัง
มีรูปแบบการควบคุมวัชพืชบางอย่างที่ต้องการบ่อย
ๆ ครั้ง
อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ที่แรงงานหายาก
หรือค่าจ้างแรงงานสูง
จึงมีบ่อยครั้งที่เกษตรกรเลือกใช้วิธีการใช้สารเคมีทางการเกษตรแทน
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM)
เราจะทำให้เกิดความสมดุลย์ของการใช้สารเคมีทางการเกษตรกับความต้องการใช้ได้อย่างไร?
ที่กล่าวมาแล้วมีหลายทางเลือกในการใช้ลดปัญหาเรื่องศัตรูพืช
และจาก
บทความอื่น ๆ
IPM
คือวิธีการที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการทางชีววิธี
การใช้พืชต้านทาน
การใช้วิธีเขตกรรม
เพื่อลดหรือจำกัดการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด
พื้นฐานของ IPM
คือการใส่ปัจจัยที่ชัดเจนแต่ละชนิดลงไปในการจัดการศัตรูพืช
เพื่อให้มีผลกำไรสูงสุด
มีต้นทุนต่ำ
และป้องกันอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ปฏิบัติ
ความชัดเจนในการปฏิบัติ
ต้องการความรู้
การให้การศึกษา
และระยะเวลา
มีรูปแบบหลากหลายของอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติ
สิ่งแวดล้อม
และผลกำไรที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดการศัตรูพืช
และเกษตรกรต้องการทำความเข้าใจในแต่ละปัจจัย
โดยทั่วไปเกษตรกรจัดการกับอันตรายเหล่านั้น
โดยทำให้เกิดกำไรสูงที่สุด
โดยลดการลดความเสียหาย
ของผลผลิตพืช
และลดค่าใช้จ่าย
ดังนั้นเกษตรกรจึงพิจารณาว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ
จากจุดนี้แสดงให้เห็นว่าความรู้อื่น
ๆ
ที่นอกเหนือจากนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องการ
สำหรับเกษตรกร
ข้อพิจารณาหลักเกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตร เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ถ้าพิจารณาจะเห็นว่ามีความพยายามอย่างมากที่จะปกป้อง พืชที่ปลูก แต่มีน้อยในการที่จะปกป้องตัวเกษตรกร IPM มีส่วนช่วยในเรื่องนี้โดยการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรลง แต่เราเห็นมีกิจกรรมในเรื่องนี้น้อยมาก - โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เกษตรกรกำลังมีการใช้สารเคมี - ในเรื่องของการส่งเสริมทางเลือกวิธีการปฏิบัติที่ปลอดภัยสำหรับเกษตรกร จัดอยู่ในโครงการ ความปลอดภัยในการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ IRRI กำลังเสาะแสวงหาเครื่องมือที่มีความปลอดภัยกว่า และวิธีปฏิบัติให้แก่เกษตรกร
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
ความพยายามในเรื่องปลอดภัยที่ IRRI
IRRI มีประวัติเป็นผู้เริ่มต้นในการแนะนำด้านความปลอดภัย และการลดปริมาณการใช้สารเคมีทางการเกษตร ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความพยายาม เช่น:
1. หลังจากก่อตั้งสถาบัน IRRI ได้รับการรับรองมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับสถาบันนานาชาติอื่น ๆ (FAO, WHO) เกี่ยวกับคำแนะนำด้านสุขภาพและ
การปฏิบัติ มาตรฐานสากลเหล่านี้ ปัจจุบันได้ถูกรับรองอย่างเป็นทางการ (1999)
2. IRRI ได้เริ่มโครงการฝึกอบรมผู้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช (TPA) ในปี 1987 การใช้สารเคมีสามารถกระทำได้โดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม
ตามโครงการนี้เท่านั้น IRRI ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้ และในปีเดียวกันโครงการฝึกอบรมผู้ใช้สารเคมีก็เป็นที่ต้องการ
ในประเทศอังกฤษ โครงการ TPA จะฝึกเพื่อปรับปรุง การฉีดพ่นสารเคมีให้มีความสม่ำเสมอ จำกัดการฉีดพ่นสารเคมีและให้มีความมั่นใจ
ในด้านความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติและสิ่งแวดล้อม โครงการประกอบด้วย การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
3. สถาบัน IRRI ได้ดำเนินการตามโครงการเพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ป้องกันของผู้ปฏิบัติ โครงการ TPA ทำให้เกิดความแน่ใจในการที่จะสวมใส่
ชุดป้องกัน
และชุดป้องกัน ก็ได้รับการปรับปรุงเช่นเดียวกับเครื่องมืออื่น ๆ
4. สถาบัน IRRI ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการปรับปรุงเครื่องฉีดพ่น เครื่องมือเหล่านี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่ใช้ทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือที่ดีที่สุด
ใช้อยู่ที่ IRRRI เครื่องมือนี้ทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมมีโอกาสเห็นเครื่องมือที่ปรับปรุง
5. สารเคมีทางการเกษตร มีความแตกต่างกันอย่างมากมายในด้านอันตรายที่เกิดขึ้น เป็นที่ทราบกันว่าสารเคมีทางการเกษตรที่ถูกองค์การอนามัยโลก
กำหนดให้อยู่ในลำดับชั้นที่ 1 นั้นไม่มีการใช้ที่ IRRI มาตั้งแต่ปี 1989 และ IRRI ยังคงยึดถือแนวทางนี้มาตลอด แม้ว่าสารเคมีบางชนิดจะยังคงมีอยู่
ในท้องตลาด และเกษตรกรยังคงใช้อยู่
6. ในปี 1991 IRRI ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบในแปลง เพื่อประเมินปัญหาเรื่อง แมลง โรค วัชพืช และหอยเชอรี่ในนาข้าว
7. IRRI ได้รับรองมาตรฐานของ IPM ในปี 1995 หลังจากการยอมรับทำให้การใช้สารเคมีมีปริมาณลดลงอย่างมาก - ประมาณครึ่งหนึ่งของ
สารออกฤทธิ์ของสารเคมีกำจัดแมลงต่อพื้นที่ 1 เฮกตาร์
8. นอกจากนี้ยังมีการค้นคว้าวิจัยของเราเองเพื่อปรับปรุงวิธีการปฏิบัติที่ IRRI ในปี 1997 - โดยยังดำเนินอยู่ - โดยมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ
จากประเทศอังกฤษเป็นผู้ทบทวนอย่างต่อเนื่องในเรื่องของวิธีการปฏิบัติ และคำแนะนำที่ใช้อยู่
9. IRRI เป็นผู้บุกเบิกในด้านการผลิตสื่อคำแนะนำที่เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งมีทั้งหนังสือ และวีดีโอ
หมายเหตุ: IRRI ไม่ใช่เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร จึงมีเป้าหมายที่จะใช้วิธีการอื่นที่ไม่ใช่สารเคมีในการควบคุมโรคแมลง - เช่น
วิธีการทางชีวเคมี
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้สารเคมีทางการเกษตร
(บางส่วนมาจากข้อเสนอแนะของ
Chris Meeks -
ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
- ข้อสังเกตุจากคำแนะนำเรื่องความปลอดภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ของอังกฤษ)
วัตถุประสงค์ของวิธีการปฏิบัติ ประกอบด้วย:
1. มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสภาพแวดล้อม
2. ลดปริมาณสารเคมีที่ใช้ลง
3. ความสม่ำเสมอของการใช้ ระยะเวลาที่เหมาะสม และความถูกต้องของวิธีการใช้
4. ใช้สารเคมีต่ำลง โดยลดปริมาณที่ใส่
5. สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้: ทางเลือกวิธีปฏิบัติควรมีความปลอดภัย และสามารถนำไปปฏิบัติได้
ข้อพิจารณาเครื่องมือที่ใช้:
1. เครื่องยนต์ ถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งอยู่บนรถ ไม่ควรใช้เดินเพื่อลดปริมาณสารเคมีที่ใช้ลง
2. เครื่องพ่นสาร ควรอยู่ด้านหลังเครื่องยนต์ เพื่อลดการปนเปื้อนสารเคมี - การปนเปื้อนสารเคมีส่วนมากเกิดจากผู้ฉีดพ่นเดินผ่านเข้าไป
ในพืชที่ทำการฉีดพ่น
3. ประสิทธิภาพของการฉีดพ่นในเชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ - ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับงาน
ข้อพิจารณาอื่น ๆ
1. ขณะทำการผสมสารเคมีเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด (ผู้ฉีดพ่นสารเคมีจะได้รับอันตรายสูงที่สุด เพราะต้องผสมและตวงสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูง)
การใช้หน้ากากจึงมีความจำเป็น การใช้ผ้าปิดจมูกอาจจะไม่จำเป็นเพราะไม่มีการปลิวของละอองสารเคมี (ดูคำแนะนำเรื่องกลิ่น)
2. เมื่อถึงเวลาใช้ในแปลง โดยปกติสารเคมีจะถูกทำให้เจือจางลงในอัตราส่วน 50-200 : 1
3. เนื่องจากสารไม่ออกฤทธิ์ที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชส่วนมากมีอยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่สูง ทำให้เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ในส่วนผสม 1 ลิตร
จึงมีอยู่ต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ (ต.ย. ราวด์อัด มีสารออกฤทธิ์ 360 กรัมต่อลิตร หรือ 36%)
4. ในระหว่างที่ทำการผสมและตวงสารเคมี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระวังไม่ให้สารเคมีเข้าไปทางปาก จมูก ตา หรือดูดซึมเข้าไปทางผิวหนังบนใบหน้า
การใช้หน้ากากที่มาตรฐานมาสวมป้องกันจะช่วยทำให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติจะไม่ได้รับอันตรายจากสารเคมี
5. ระหว่างที่ยังไม่ได้ดำเนินการฉีดพ่นสารเคมี ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เช่น หกล้ม หรือสารเคมีหกเปรอะเปื้อน หน้ากากจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติได้รับ
สารเคมี
6. ระหว่างการปฏิบัติการฉีดพ่นในแปลง จุดประสงค์ของเครื่องป้องกันคือให้แน่ใจว่าละอองสารเคมีจะไม่ปลิวมาตกใส่ผู้ทำการฉีดพ่น และก่อให้เกิด
อันตรายนั้น ซึ่งความมั่นใจสามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดย
|
|
|
ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตสารเคมีในการผสมสารเคมีในอัตราส่วนและปริมาณที่ใช้
| การใช้แรงดันของเครื่องฉีดพ่น
ให้ใช้ต่ำกว่า
2 bar
เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ละอองสารเคมีที่มีขนาดต่ำกว่า
100 ไมครอน
| ถ้าละอองสารเคมีสามารถจะปลิวมาสัมผัสผู้ฉีดพ่นได้
มีคำแนะนำในการปฏิบัติดังนี้
1)
ใช้ผ้าปิดปากและจมูกเพื่อป้องกัน |
|
กลิ่นของสารเคมีขึ้นอยู่กับวิธีการใช้สารเคมี
ซึ่งปกติกลิ่นจะแสดงให้เห็นถึงชนิดของตัวทำลายที่ใช้ในการปรุงแต่งสูตรสารเคมี
สารเคมี |
[กลับไปที่ข้อพิจารณาความปลอดภัย]
![]()
|
การวัดปริมาตร คือ ปริมาตรสารเคมีที่ใช้ต่อหน่วยพื้นที่ (เช่น ลิตร หรือกก ต่อเฮกตาร์) ซึ่งขึ้นอยู่กับ |
|
|
|
ความเร็วที่ใช้ฉีดพ่น
| ปริมาตรที่ฉีดพ่นออกมาต่อหน่วยเวลา
| ความกว้างของแนวฉีดพ่น |
|
ท่านสามารถวัดปริมาตรได้ 2 วิธี คือ
| วิธีการที่ 1 วัดปริมาตรทั้งหมดต่อพื้นที่ที่กำหนด
|
|
|
วัดพื้นที่ที่กำหนดให้ (เช่น 500 ต.ร.ม.)
| วัดปริมาตรสารเคมีที่ฉีดพ่นออกมา ครอบคลุมพื้นที่กำหนดให้ทั้งหมด
|
|
|
ตัวอย่าง |
|
|
|
|
|
พื้นที่ทดสอบ 200 ต.ร.ม.
| ปริมาตรสารเคมีที่ฉีดพ่นครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 2 ลิตร
| วัดปริมาตรได้
= 2 ลิตร
x 10,000 ต.ร.ม./เฮกตาร์ |
|
วิธีการที่ 2 วัดปริมาตรโดยใช้ปริมาตรที่ฉีดพ่นออกมาต่อหน่วยเวลา และเวลาที่ใช้ในการฉีดพ่นครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด
|
|
|
วัดความเร็วของการฉีดพ่น (เช่น เวลาที่ใช้ต่อระยะทาง 100 ม.)
| วัดปริมาตรสารเคมีที่ฉีดพ่นออกมาในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 1 นาที)
| วัดความกว้างของแนวฉีดพ่น
|
|
|
ตัวอย่าง
|
|
|
ความเร็ว 120 วินาที/100 ม. = 1.2 วินาที/ม.
| ปริมาตรสารเคมีที่ฉีดพ่นออกมา = 2 ลิตร/นาที
| ความกว้างของแนวฉีดพ่น = 4 ม.
| วัดปริมาตรได้
= 2 ลิตร/นาที
x 120 วินาที
x 1 นาที x
10,000 ต.ร.ม./เฮกตาร์ |
|
[Top] |
![]()
To the best of our knowledge the material presented here in correct. However, IRRI and the authors are in no way responsible for the application, etc. of the chemicals mentioned. They make no warranties, expressed or implied, as to the accurracy or adequacy of any of the information presented.