6.1 คำนำ / 6.2 วัตถุประสงค์ในการเตรียมดิน / 6.3 ประโยชน์ในการเตรียมดิน / 6.4 แนวทางในการปรับปรุงดิน / 6.4.1 ลักษณะข้อจำกัดของดินเหนียวกับการปลูกพืช / 6.4.2 ลักษณะข้อจำกัดของดินทรายกับการปลูกพืช / 6.4.3 วัสดุปรับปรุงดิน / 6.5 ขั้นตอนในการเตรียมดิน / 6.5.1 การไถครั้งแรก (primary tillage) / 6.5.2 การไถครั้งที่สอง (secondary tillage) / 6.6 วิธีการและเครื่องมือในการเตรียมดิน / 6.6.1 การเตรียมดินครั้งแรกโดยการไถ / 6.6.2 การเตรียมดินครั้งที่ 2 โดยการพรวน / 6.7 บรรณานุกรม

บทที่ 6

การเตรียมดิน

<< หน้าแรก >>//<< สารบัญ >>//<< บทที่ 7 >>

6.1 คำนำ

    ดินที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืชควรจะต้องมีองค์ประกอบของดิน 4 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นหินแร่หรือ อนินทรีย์วัตถุอยู่ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ส่วนที่เป็นอินทรีย์วัตถุ ซึ่งเกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังหรือการสลายตัวของซากพืชและสัตว์ ประ มาณ 5 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ส่วนที่เป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในดิน ซึ่งมีอากาศอยู่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร และส่วนที่เป็นช่องว่างขนาดเล็กในดินซึ่งช่วยเก็บรักษาน้ำ ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ตามที่กล่าวไว้แล้วในบทที่ 4 อย่างไรก็ตามดินโดยสภาพธรรมชาติทั่วๆ ไปจะมีความแตกต่างกันในสัดส่วนขององค์ประกอบข้างต้นทำให้ดินแต่ละแห่งมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้อยู่กับวัตถุต้นกำเนิดและพัฒนาการของดิน แต่อย่างไรก็ตามสามารถแบ่งสภาพดินที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมดินให้กับพืช 3 ด้านด้วยกัน คือ สภาพทางเคมี สภาพทางฟิสิกส์ และสภาพทางชีวของดิน ดังนั้นโดยความหมายของหลักการเตรียมดิน จึงหมายถึงการปรับปรุงดินให้สภาพทางฟิสิกส์ สภาพทางเคมี และสภาพทางชีวภาพของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเจริญเติบโตของพืชนั่นเอง

 

6.2 วัตถุประสงค์ในการเตรียมดิน

    จากข้างต้นดังที่กล่าวไว้ว่าการเตรียมดินเป็นการปรับปรุงสภาพทางฟิสิกส์ สภาพทางเคมี และสภาพทางชีวภาพของดินให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืชนั้น โดยแนวทางของวิธีการปฏิบัติในการเตรียมแปลงปลูกพืชโดยทั่วไปนั้น ผู้ปฏิบัติควรกำหนดวัตถุประสงค์ในการดำเนินการแต่ละครั้งไว้ดังนี้

    1) เพื่อกำจัดวัชพืชให้หมดไปจากพื้นที่ปลูก ทั้งนี้เพื่อลดการแก่งแย่งแข่งขันปัจจัยการผลิตพืชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แสง น้ำ และแร่ธาตุอาหารต่างๆ ระหว่างวัชพืชกับพืชปลูก ทำให้พืชปลูกสามารถเจริญเติบโตงอกงามได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่มีคู่แข่ง

    2) เพื่อปรับปรุงโครงสร้าง สมบัติทางฟิสิกส์ของดินในทุกๆ ด้านให้ดีขึ้น สมบัติดังกล่าวได้แก่ การมีช่องว่างอากาศในเม็ดดินเพิ่มขึ้น การเพิ่มความสามารถการเก็บรักษาความชื้นของดินและการระบายน้ำของดิน ตลอดถึงการย่อยดินให้แตกมีขนาดเหมาะสมต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของรากต้นกล้า

    3) เพื่อเป็นการจัดเตรียมแปลงปลูก เตรียมแถวปลูกให้เหมาะสมกับพืชที่จะปลูก ตลอดทั้งเพื่อการปฏิบัติการใช้เครื่องมือ เครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ หลังจากที่พืชงอกแล้ว

    ปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้นนี้ จะเริ่มตั้งแต่การขุดกลบวัชพืช หรือปฏิบัติการไถ การคราดกำจัดวัชพืช การเก็บวัชพืชออก การย่อยพรวนดินให้มีขนาดเล็กลง การยกแปลงปลูก ทั้งนี้อาจใช้แรงคน สัตว์ต่าง ๆ หรือเครื่องจักร เครื่องทุ่นแรงต่างๆ หลายชนิด

 

6.3 ประโยชน์ในการเตรียมดิน

    การเตรียมดินที่ดีก่อนการปลูกพืชนั้น มีความจำเป็นอย่างมากนอกจากจะเพื่อการงอกของเมล็ดตั้งแต่เริ่มการปลูก การลดจำนวนคู่ต่อสู้คือตัววัชพืชที่ไปแก่งแย่งปัจจัยการผลิต การปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดินในด้านต่างๆ และการจัดเตรียมแปลงปลูกให้เหมาะสมแล้ว กิจกรรมต่างๆ หลังการเตรียมดินจะเป็นประโยชน์ต่อเนื่องกับดินและพืชต่อไปดังนี้ คือ

    1) สามารถเก็บความชื้นในดินได้สูง ดินที่เก็บความชื้นได้สูงนั้นนับว่ามีความสำคัญต่อพืชที่ปลูกในแถบค่อนข้างแห้งแล้งมาก ทั้งนี้เพราะเหตุว่าพื้นที่ดังกล่าวมักไม่ได้รับน้ำฝนอย่างพอเพียงในฤดูกาลปลูก พื้นที่ลักษณะนี้หากจะไถทิ้งไว้สักปีหนึ่งก็สามารถจะปลูกได้อย่างดี ทั้งนี้เพราะจากการที่เราไถทิ้งไว้นั้น จำนวนน้ำฝนจะถูกเก็บกักไว้ในดิน และความชื้นอันนี้เอง เมื่อรวมกับความชื้นในระหว่างฤดูกาลเพาะปลูกพืชจะทำให้พอเพียงต่อการเจริญเติบโตของพืช การสงวนความชื้นในลักษณะนี้อาจนำไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ได้ แม้ในเขตที่มีความชื้นแล้วก็ตาม

    2) การทำลายวัชพืช วัชพืชใช้น้ำ และอาหารพืชในดินเป็นปริมาณมากการทำลายวัชพืชจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการสงวนความชื้น

    3) การถ่ายเทอากาศของดิน แปลงเพาะปลูกพืชที่ได้เตรียมไว้อย่างดีนั้นจะทำให้อาหารพืชต่างๆ พร้อมที่จะถูกพืชนำไปใช้ได้ทันที ความจริงอันนี้สืบเนื่องมาจากการถ่ายเทของอากาศได้อย่างทั่วถึงเป็นประการสำคัญ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าอากาศมีความจำเป็นต่อกิจกรรมทางเคมี และชีวะในดินอย่างมาก การเตรียมดินเท่ากับทำให้ดินได้ถูกอากาศ อันจะทำให้พวกแร่ธาตุอาหารพืชถูกนำเอาไปใช้ได้ดีขึ้นทั้งนี้โดยผ่านกระบวนการทำปฏิกริยากับออกซิเจน เช่น การเกิดไนเตรทในดิน เป็นต้น

    4) ทำให้อินทรีย์วัตถุเกิดประโยชน์แก่ดิน ในดินที่เตรียมไว้อย่างดีนั้น พวกอินทรีย์วัตถุซึ่งไถกลบหรือเพิ่มให้แก่ดินหรือให้ทั้ง 2 อย่างนั้นจะถูกกลบอยู่ภายใต้ผิวดิน วัตถุต่างๆ เหล่านั้นรวมกับแร่ธาตุอาหารพืชที่ให้ ทำให้เกิดการเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำไว้ดีขึ้นและยังปรับปรุงคุณภาพของดินให้ดีอีกด้วย

    5) ช่วยให้ดินย่อยและร่วนซุย พวกดินเหนียวจะทำให้เกิดแน่นตัวไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ดี ทั้งนี้เพราะจุลินทรีย์ในดิน และรากพืชไม่สามารถจะทนทานต่อสภาพดินเช่นนี้ได้ ดินควรได้รับการไถ พรวนเพื่อให้เกิดการร่วนซุยได้ดีก่อนการหว่านเมล็ดพืชหรือก่อนการปลูกพืช

    ในดินบางชนิดที่ร่วนซุยมาก การปลูกพืชที่มีลำต้นสูงบางชนิด ตัวอย่างเช่น ข้าวโพด ต้นกล้า จะตั้งตัวได้ไม่ดี โดยเฉพาะหากมีลมจัดหรือฝนตกหนักมาก ลำต้นจะหักล้มได้ง่าย การเตรียมดินประเภทนี้ควรทำให้แน่นตัวมากพอสมควร

6.4 แนวทางในการปรับปรุงดิน

    ดินแต่ละแห่งแต่ละที่มีศักยภาพหรือกล่าวว่ามีปัญหา มีข้อจำกัดในการปลูกพืชแตกต่างกันออกไป การปลูกพืชในดินใดๆ จึงต้องทราบข้อจำกัดของดินนั้นที่เป็นปัญหากับพืชที่ต้องการปลูกเสียก่อน

 

    6.4.1 ลักษณะข้อจำกัดของดินเหนียวกับการปลูกพืช

    อนุภาคโครงสร้างของดินเหนียวมีลักษณะเป็นแผ่นแบน (plate-like particles) และมีขนาดเล็กมาก คือมีขนาดไม่เกิน 1/12,500 นิ้ว ดินพวกนี้โดยทั่วไปหากไม่มีอินทรีย์วัตถุ (organic matter) ปะปนอยู่เลย ตัวอนุภาคก็จะจับตัวกันแน่นจนแทบไม่มีช่องอากาศเหลืออยู่เลย และเมื่อดินได้รับน้ำ หรือฝนตก การระบายน้ำออกจากตัวจะทำได้ยาก ช่องว่างระหว่างอนุภาคดินมีน้อยและเล็กมาก จึงมีอากาศโดยเฉพาะออกซิเจนอยู่น้อยตามไปด้วย สภาพเช่นนี้มีผลทำให้รากพืชเจริญเติบโตไม่ได้หรือโตได้จำกัด รากที่เจริญเติบโตในดินเหนียว จะมีลักษณะกุดสั้น หรือเจริญเติบโตอยู่ได้เฉพาะชั้นผิวดินบนเท่านั้น อย่างไรก็ตามในส่วนดีของดินเหนียวก็คือสภาพทางเคมีของดินที่มีความสามารถดูดยึดประจุแร่ธาตุอาหารต่างๆ ไว้ได้สูง จึงมีความอุดมสมบูรณ์ในตัวเองที่เป็นแหล่งให้แร่ธาตุต่างๆ กับพืชได้อย่างดี

    6.4.2 ลักษณะข้อจำกัดของดินทรายกับการปลูกพืช

    อนุภาคของดินทรายจะเป็นแบบทรงกลม มีขนาด 1/250 - 1/12 นิ้ว ผิวขรุขระโดยลักษณะการซ้อนจับตัวของอนุภาคทรงกลม ทำให้มีช่องว่างอากาศอยู่มาก จึงมีความสามารถในการดูดยึดน้ำไว้ได้น้อย หรือกล่าวคือมีความสามารถในการระบายน้ำออกจากตัวได้ดีนั่นเอง

    ผลจากการที่สามารถถ่ายเทอากาศ และระบายน้ำได้ดีนี้ ในทางตรงข้ามโดยสภาพสมบัติทางเคมีจะมีความสามารถในการดูดยึดแร่ธาตุอาหารที่ผิวมีน้อย จึงมีความสมบูรณ์ในตัวเองที่จะเป็นแหล่งปลดปล่อยแร่ธาตุต่างๆ ให้กับพืชน้อยตามไปด้วย

    โดยสภาพข้อจำกัดของดินทั้ง 2 ชนิด จะเห็นได้ว่าแนวทางของการปรับปรุงดินคือ เอาข้อดีหรือสมบัติที่ดีของอนุภาคดินแต่ละชนิดมารวมกัน เพื่อที่จะลดข้อเสียที่มีมากเกินไปของอนุภาคดินทั้ง 2 ชนิดนั้นออกไป ก็จะทำให้ได้ดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

    6.4.3 วัสดุปรับปรุงดิน

    ในทางปฏิบัติของวิธีการปรับปรุงดิน เพื่อให้ทั้งดินทรายและดินเหนียวมีโครงสร้างที่ดีขึ้น โดยแนวทางการปรับปรุงจะใช้วัสดุปรับปรุงดินที่มีสมบัติเป็นตัวประสานทางกายภาพของโครงสร้าง และเป็นตัวเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการเพิ่มศักยภาพการดูดตรึงประจุทางเคมีของดิน (cation exchange capacity) ให้เพิ่มขึ้น สารปรับปรุงดินมักเป็นพวกสารอินทรีย์วัตถุซึ่งมีหลายชนิด เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ขี้กบ ขี้เลื่อย ขี้แกลบ ฯลฯ เป็นต้น สารอินทรีย์วัตถุพวกนี้โดยสมบัติตัวมันเองจะมีอนุภาคโครงสร้างเป็นก้อนที่มีรูพรุนมาก ทำให้สามารถดูดยึดน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ไว้ได้ดี ดังนั้นเมื่อใส่วัสดุปรับปรุงดินให้กับดินเหนียวก็จะไปมีผลเพิ่มช่องว่างอากาศให้กับดินเหนียว การใส่ให้กับดินทรายก็จะไปช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดยึดความชื้นแก่ดินทราย ทำให้น้ำที่ให้กับพืชมีประโยชน์มากขึ้น

    สำหรับหลักการใส่อินทรีย์วัตถุเพื่อปรับปรุงดินในแปลงปลูกที่มีปัญหาขาดอินทรีย์วัตถุนั้น โดยทั่วไปคือหลักการใส่ให้ 25-50 เปอร์เซ็นต์ โดยปริมาตรของชั้นดินบริเวณผิวดินที่รากพืชอาศัยอยู่ ตัวอย่างในพื้นที่ดิน 100 ลูกบาศก็ฟุต อินทรีย์วัตถุที่ต้องใช้คลุกเคล้าปรับปรุงดินนั้นจะใช้ประมาณ 50-100 ลูกบาศก์ฟุต

    อย่างไรก็ตามการใส่อินทรีย์วัตถุประเภทปุ๋ยคอก (manure) ชนิดที่มีความเข้มข้นของเกลือสูง (โดยเฉพาะ ขี้ไก่ ขี้หมู ที่ยังใหม่อยู่) ต้องระมัดระวังอาจทำอันตรายแก่ระบบรากพืชได้ หากใส่มากจนเกินไป ดังนั้นการใส่ปุ๋ยคอกพวกนี้ควรใส่แต่เพียงน้อย คือ โดยประมาณ 5-6 ลูกบาศก์ฟุต ในดิน 100 ลูกบาศก์ฟุตเท่านั้น

    ปุ๋ยคอกหลังจากใส่ลงไปในดินแล้วจะถูกย่อยสลายโดยการทำงานของจุลินทรีย์ดินได้สารที่เรียกว่าฮิวมัส (humus) เกิดขึ้น ฮิวมัสเป็นสารพวกเจลาติน (gelatinous material) ซึ่งมีลักษณะเหนียวเป็นกาว (glue) สารนี้เองจะเป็นตัวช่วยประสานจับอนุภาคดินเหนียวเข้าด้วยกัน ทำให้ดินเหนียวที่จับเป็นแผ่นแน่นแข็ง เกิดโครงสร้างดินเหนียวที่เป็นก้อน (aggregates) ทำให้การถ่ายเทอากาศและระบายน้ำดีขึ้น รากพืชก็จะสามารถงอกเจริญแผ่กระจายและได้รับอาหารจากดินมากขึ้น ต้นพืชจึงเจริญเติบโตได้ดีหลังจากการใส่ปุ๋ยคอก

    ปุ๋ยคอกที่ใส่ให้ในดินทรายจะสลายตัวได้รวดเร็วกว่าใส่ให้ในดินเหนียว ทำให้โครงสร้างหรือสมบัติในการอุ้มความชื้นและดูดยึดปลดปล่อยแร่ธาตุอาหารต่างๆ ดินทรายนั้นหมดไปอย่างรวดเร็ว การใส่ปุ๋ยคอกในดินทรายจึงต้องทำบ่อยครั้งขึ้น ดังนั้นในการปฏิบัติจึงมักใส่อินทรียวัตถุชนิดที่สลายตัวช้า ตัวอย่างเช่น พีทมอส เปลือกถั่ว ขี้กบ ขี้เลื่อย ซังข้าวโพด และอื่นๆ ฯลฯ ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรผสมคลุกเคล้าตามไปด้วย

    ข้อควรระมัดระวังในการใส่อินทรีย์วัตถุที่มีปริมาณไนโตรเจนอยู่ต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ อย่างเช่น ขี้กบ ขี้เลื่อย แกลบสด และอินทรีย์วัตถุอื่นๆ จากพืชที่ยังสดใหม่อยู่ก็คือ อินทรีย์วัตถุพวกนี้เมื่อใส่ในดินจะถูกจุลินทรีย์ดินย่อยสลาย โดยขบวนการย่อยสลายนี้จะต้องใช้แหล่งไนโตรเจนที่เพียงพอซึ่งสมดุลกับธาตุคาร์บอน ที่เป็นองค์ประกอบของอินทรีย์วัตถุนั้น คือมีคาร์บอนต่อไนโตรเจนประมาณ 15:1 หากธาตุไนโตรเจนในอินทรีย์วัตถุนั้นไม่เพียงพอ จุลินทรีย์ก็จะดึงไนโตรเจนจากดินมาใช้ ทำให้พืชที่ปลูกขาดไนโตรเจน พืชก็จะแสดงอาการใบเหลือง แคระแกรน หรืออาจตายในที่สุดหากเราไม่ใส่ไนโตรเจนในรูปปุ๋ยไปทดแทนให้

    การใส่อินทรีย์วัตถุดังกล่าวข้างต้น จึงควรใส่ควบกับแหล่งปุ๋ยไนโตรเจนและโดยปกติมักใส่แหล่งแร่ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม จากเลือด และกระดูก เขาสัตว์ผสมลงไปด้วย ปริมาณที่แนะนำให้ใช้คือในทุกๆ 1 คิวบิวฟุตของอินทรีย์วัตถุจะผสมเลือดป่นหรือกระดูกสัตว์ป่นลงไป 75 กรัม และแอมโมเนียมซัลเฟตลงไปประมาณ 30 กรัม

6.5 ขั้นตอนในการเตรียมดิน

    ขั้นตอนในการเตรียมดินสำหรับปลูกพืชไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ นาข้าว พืชผัก หรือ พืชอื่นๆ โดยแนวทางในการปลูกพืชแผนใหม่ ปัจจุบันมักจะใช้เครื่องจักรมาทดแทนการใช้แรงงานคนกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ได้พื้นที่ปลูกพืชมากขึ้นในเวลาที่จำกัด ขั้นตอนในการเตรียมดินเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนดังนี้ คือ

    6.5.1 การไถครั้งแรก (primary tillage)

    มักเรียกวิธีการไถครั้งแรกนี้ว่า ไถบุกเบิกหรือไถดะ ทั้งนี้เพื่อพลิกดินและตากแดดเพื่อทำลายส่วนของรากวัชพืช โดยใช้อุปกรณ์ไถแบบต่างๆ ได้แก่ ไถหัวหมู (moldboard plough) ไถจานหรือไถกระทะ (disk plough) และอุปกรณ์เตรียมดินประเภท Tines ซึ่งได้แก่ ไถดินดาน (subsoilers) และไถสิ่ว (chisel plough)

    6.5.2 การไถครั้งที่สอง (secondary tillage)

    มักเรียกการเตรียมดินโดยการไถครั้งที่ 2 นี้ว่า ไถแปร ไถพรวน ทั้งนี้เพื่อย่อยดินที่ได้จากการไถครั้งแรกให้ก้อนดินเล็กลง เหมาะสมต่อการหว่านเมล็ดและการงอกของต้นกล้า นอกจากนี้การไถครั้งที่ 2 ยังช่วยเกลี่ยดินให้ผิวดินราบเรียบขึ้น หรือในบางครั้งจะมีอุปกรณ์ที่เป็นลักษณะลูกกลิ้งเล็กๆ ลากตามอีกครั้งหนึ่งเพื่อบดอัดผิวดินเล็กน้อย ทำให้เมล็ดที่หยอดตามภายหลังมีจุดสัมผัสกับเนื้อดิน สามารถรับความชื้นจากดิน งอกได้ดีและเร็วขึ้น อุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ จานพรวน (disk harrow) ไถพรวนจาน (disk tiller) พรวนจอบหมุน (rotary cultivartor) และไถพรวนเหล็กแหลม (tooth harrow หรือ spike harrow) เป็นต้น

 6.6 วิธีการและเครื่องมือในการเตรียมดิน

    วิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเตรียมดินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมี 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ

    1) การใช้แรงคนเป็นหลัก เป็นวิธีการที่ใช้มาตั้งแต่โบราณ และใช้มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ จอบขุด จอบถาก จอบซี่ ราด เสียม เป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้มักจะใช้ในการเตรียมพื้นที่ดินขนาดเล็ก เช่น สวนครัวหลังบ้าน หรือไร่สวนที่ปลูกพืชเป็นหลุม มีขนาดพื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ต่อครอบครัว เป็นต้น

    2) การใช้แรงสัตว์เป็นหลัก เป็นวิธีการที่มนุษย์ใช้มาตั้งแต่อดีตเช่นกัน และยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในหลายประเทศที่ทำกสิกรรมเป็นอาชีพหลัก เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ไถหัวหมู เครื่องมือยกร่องคราดนาดำ เป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้จะใช้แรงสัตว์พวก วัว ควาย หรือม้า เป็นตัวลากจูง ช่วยผ่อนแรงคนทำให้มนุษย์ทำงานได้มากขึ้น

    3) การใช้แรงเครื่องยนต์เป็นวิธีการที่มนุษย์พัฒนานำเอาเครื่องยนต์มาเป็นต้นกำลังทดแทนแรงคนและสัตว์ มีกำลังฉุดลากมาก สามารถติดตั้งอุปกรณ์แบบต่างๆ เข้ากับต้นกำลังฉุดลากทำให้ทำงานได้อย่างกว้างขวางต่อเนื่องยาวนาน สามารถเตรียมดินในพื้นที่ใหญ่ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เครื่องยนต์ที่ใช้มีให้เลือกหลายขนาดแล้วแต่ขนาดพื้นที่และกิจกรรมในการเตรียมดิน และงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว

    เครื่องยนต์ต้นกำลังที่ใช้ในการเตรียมดินโดยส่วนใหญ่ เป็นเครื่องยนต์จุดระเบิดโดยใช้แรงอัด (เครื่องยนต์ดีเซล) ทั้งนี้เพราะมีความทนทานสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน โดยกินน้ำมัน และต้องการบำรุงรักษาต่ำ ตลอดทั้งมีความต้านทานต่อความชื้นหรือน้ำสูง ซึ่งเหมาะในการใช้งานในไร่นา

    6.6.1 การเตรียมดินครั้งแรกโดยการไถ

    ในยุคแรกของการปลูกพืชมนุษย์ใช้แรงตัวเองและครอบครัวและกลุ่มชน ในการเตรียมดินโดยใช้เครื่องมือง่ายๆ โดยเฉพาะจอบ เพื่อพลิกดินสำหรับปลูกพืช เป็นหลัก ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักนำสัตว์เข้ามาเลี้ยง ก็ได้พัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ใช้อย่างจอบ คราดเพื่อให้สัตว์ช่วยแรง ทำให้ทำงานได้มากขึ้น เรียกอุปกรณ์นี้ว่า ไถ ซึ่งมีพัฒนาการรูปร่างไปหลายแบบดังภาพประกอบชนิดของไถต่างๆ

    การพลิกดินโดยใช้ไถช่วยแรง เราเรียกว่า การไถ ปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วมักใช้เครื่องยนต์มาเป็นต้นกำลังแทนแรงงานสัตว์เพราะเครื่องยนต์ให้กำลังมากกว่า ทำงานได้ยาวนานกว่า ทำให้การไถมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ชนิดของไถที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่ ไถหัวหมูและไถจาน

    1) ไถหัวหมู เป็นไถหลักของการเตรียมดินครั้งที่ 1 มีคุณสมบัติดีเด่น เช่น สามารถไถพลิกดินตื้นได้ และไถพลิกดินลึกได้ถึง 60-100 เซนติเมตร (รูปที่ 6.2ก) จึงช่วยคลุกผสมดินตื้นและลึกเข้าด้วยกันขณะไถได้ดีกว่าไถชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามไถหัวหมูเหมาะสมที่จะใช้กับพื้นที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว ไม่มีก้อนหินรากไม้ หรือเศษของไม้อยู่ในดิน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคแก่การทำงานของไถหัวหมู ดังนั้นไถชนิดนี้จึงเหมาะกับสภาพดินทุ่งหญ้า ที่ดินนาทั่วไป ไม่เหมาะสมกับดินเปิดใหม่ที่มีรากไม้ ตอไม้มาก ดินที่เป็นทุ่งหญ้าควรใช้ไถหัวหมูชนิดที่ปีกปิดเพื่อพลิกดินกลบหญ้า การติดตั้งผานไถสามารถติดตั้งได้ 1-8 ผาน จำนวนผานที่ติดตั้งขึ้นกับกำลังของแทร็กเตอร์ ความแข็งของดิน และความลึกของดินที่ต้องการไถ

    2) ไถจาน เป็นเครื่องมือเตรียมดินครั้งแรกเช่นเดียวกับไถหัวหมู แต่มีความเหมาะสมและขอบเขตการใช้งานที่แตกต่างกัน จานที่ประกอบขึ้นในชุดไถจานครั้งที่ 1 นี้ จะมีจำนวนผาน 2 ผาน 3 ผาน ถึง 4 ผาน (รูปที่ 6.2 ก-ข) ขึ้นอยู่กับความลึกที่ต้องการไถ

    ไถจานสามารถใช้ในพื้นที่ที่ไถหัวหมูไม่อาจจะใช้งานได้ดีนัก เช่น ดินแห้ง แข็งมากหรือดินเหนียวมากจนกระทั่งไม่อาจใช้ไถหัวหมูได้ หรือกรณีพื้นที่ดินเป็นป่าเปิดใหม่ ซึ่งมักมีก้อนหินหรือเศษรากไม้ปะปนอยู่มากหากใช้ไถหัวหมู จะทำให้การลากจูงได้ของเครื่องยนต์สะดุดเพราะติดสิ่งกีดขวางเหล่านี้ แต่ถ้าใช้ไถจานจะสามารถกลิ้งข้ามสิ่งกีดขวางเหล่านี้ได้ ข้อเสียประการสำคัญของไถจานคือ ไม่สามารถพลิกขี้ไถได้อย่างเรียบร้อยเหมือนไถหัวหมู ทำให้วัชพืชงอกขึ้นภายหลัง โดยเฉพาะตรงบริเวณรอยซ้อนกันของแนวขี้ไถ ดังนั้นหากสภาพพื้นที่เหมาะสม ความชื้นพอดี การใช้ไถหัวหมูจะให้ผลในการเตรียมดินปราบวัชพืชได้ในระยะยาวดีกว่า อย่างไรก็ตามในประเทศไทย เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้ไถจานสำหรับงานไร่ ซึ่งต่างกับประเทศในยุโรป และอเมริกาซึ่งการใช้งานส่วนใหญ่ นิยมใช้ไถหัวหมูถึงมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

รูปที่ 6.2 ไถหัวหมู (ก) และไถจาน (ข)

    เทคนิคการไถเพื่อให้พืชปลูกเจริญเติบโตได้ดี มีความงอกงามสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแปลง การเตรียมดินโดยการไถเตรียมพื้นที่ให้ลึก สามารถกำจัดวัชพืชให้หมด ทำให้ดินบนกับดินล่างคลุกเคล้ากันได้สม่ำเสมอเรียบร้อยตลอดแปลง เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องอาศัยเทคนิค และประสบการณ์ของผู้ไถเป็นอย่างยิ่งอย่างไรก็ตามนักศึกษาผู้เรียนทางด้านพืชกรรม ควรมีความรู้เบื้องต้นในเทคนิคการไถเอาไว้บ้าง ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมการไถได้งานที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย

    ชนิดของไถที่เกี่ยวกับงานไถ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

    1) ไถชนิดลากตาม (trailed plow) เป็นไถที่เหมาะสมกับพื้นที่กว้างใหญ่ เนื่องจากการเลี้ยวกลับที่หัวงานทำได้ไม่คล่องตัวดีนัก ดังนั้นจึงควรจัดพื้นที่ทำงานให้ดีแนวทางตรงยาวที่สุดที่สภาพพื้นที่จะอำนวยให้ ยกเว้นการไถตามแนวความ

ลาดชัน ซึ่งไม่อาจไถเป็นแนวตรงให้ยาวตลอดได้

    2) ไถชนิดติดกับท้ายรถแทรกเตอร์ (mounted plow) อุปกรณ์ชนิดนี้มีความคล่องตัวในการเลี้ยวกลับและเข้างานมากกว่าแบบแรก ดังนั้นจึงเหมาะสมสำหรับการใช้ไถในพื้นที่ขนาดปานกลางจนถึงพื้นที่ขนาดเล็ก ดังนั้นถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มากๆ และจำเป็นต้องใช้ไถชนิดนี้ การไถควรแบ่งแปลงใหญ่ให้เป็นแปลงย่อยๆ โดยแต่ละแปลงควรมีความกว้างไม่เกิน 40 เมตร และควรต้องเว้นพื้นที่ส่วนหัวงานไว้ประมาณสองเท่าตัวของความกว้างของรถแทรกเตอร์ ซึ่งพื้นที่ที่เว้นไว้นี้จะไถในเที่ยวท้ายๆ ตอนใกล้จะเสร็จงาน ทั้งนี้เพื่อว่าเมื่อไถเสร็จแล้ว แทรกเตอร์จะออกจากแปลงได้ไม่ทับรอยขี้ไถเหลือไว้ หรือทับเหลือไว้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

    แบบไถที่ทำงานได้คล่องตัวมากที่สุดคือ ไถแบบที่มีจานไถ 2 ชุด สามารถพลิกกลับทางได้ เรียกว่า Reversible plow ถ้าพลิกกลับ 180 องศาเรียกว่า half-turn plow ถ้าพลิกกลับ 90 องศา เรียกว่า quarter-turn plow ถ้าเป็นไถชุดใหญ่ๆ ที่ลากตามรถแทรกเตอร์ในการพลิกใบจานเพื่อเปลี่ยนทิศทางการเหวี่ยงขี้ไถ ตัวกระทำเป็นระบบไฮดรอลิก ซึ่งต่อระบบออกมาจากตัวรถแทรกเตอร์เรียกว่า romote control การใช้ไถชนิด reversible plow ทุกแบบมีความคล่องตัวและประหยัดเวลากว่าเนื่องจากสามารถเลี้ยวกลับรถและเข้างานต่อจากรอยไถ หรือร่องไถที่แล้วได้ทันทีโดยไม่ต้องวิ่งรถเปล่าอ้อมไปเข้างานอีกด้านหนึ่งให้เสียเวลา อันนี้จึงช่วยลดเที่ยววิ่งทับหัวงานของรถแทรกเตอร์ ทำให้ดินไม่อัดแน่นตัวจนเกินไปอีกด้วย เทคนิคในการไถนี้ ใช้ได้ทั้งกับไถหัวหมูและไถจาน

    6.6.2 การเตรียมดินครั้งที่ 2 โดยการพรวน

    หลังจากการไถครั้งที่ 1 มาแล้ว ซึ่งโดยปกติจะเป็นการไถดินลึก และพลิกก้อนดินส่วนรากพืชขึ้นตากแดดเพื่อทำลายวัชพืชให้ตายทั้งหมด ขี้ไถที่ถูกพลิกขึ้นมาจะใหญ่มาก ไม่เหมาะต่อการงอกของเมล็ดพืฃ ดังนั้นเพื่อย่อยขี้ไถที่ใหญ่จากการไถครั้งที่ 1 ให้เล็กและละเอียดเพียงพอ เหมาะสมต่อการงอกและเจริญเติบโตของเมล็ดและต้นกล้า จำเป็นต้องมีปฏิบัติการทางดินครั้งที่สอง

    ขอให้เข้าใจว่าในการปลูกพืชบางชนิด หรือดินบางชนิดอาจไม่จำเป็นต้องใช้ไถบุกเบิกเพื่อไถพลิกดินก่อนทุกครั้งเสมอไป แต่สามารถที่จะใช้เครื่องมือเตรียมดินขั้นที่สองได้โดยตรงทันที่ ซึ่งลักษณะปฏิบัติการเช่นนี้ควรต้องใช้ในแปลงที่ไม่มีปัญหาในเรื่องวัชพืชมากนัก เช่น การเตรียมดินแปลงผัก แปลงนาที่ปลูกพืชตลอดปี อย่างไรก็ตามมักพบเสมอว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเตรียมดินน้อยกว่า 2 ครั้ง กลับต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับค่าสารเคมีในการกำจัดวัชพืชมากขึ้น เครื่องมือเตรียมดินครั้งที่สองมีหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ พรวนชนิดต่างๆ ดังนี้

    1) จานพรวน (รูปที่ 6.3ก) เป็นอุปกรณ์เตรียมดินที่นิยมใช้มากที่สุดชนิดหนึ่ง ชุดของจานพรวน จะมีจานหลาย ลูกบนเพลาเดียวกัน การหมุน ความคม และน้ำหนักของจาน จะเป็นตัวสับดินหรือขี้ไถ แล้วเหวี่ยงดินที่ถูกย่อยแล้วให้ออกเฉียงไปข้างหลัง เพื่อให้ดินเกิดการคลุกเคล้ากัน จานพรวนบางชนิดจะมีขอบหนา ความคมของหยักบริเวณขอบนี้จะสับหญ้าหรือเศษรากพืชให้ขาดและย่อยให้เกิดการคลุกเคล้าได้ดีขึ้น

จานพรวนที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ประเภทใช้ลากตามรถแทรกเตอร์ อาจใช้เตรียมดินได้โดยตรงไม่ต้องใช้ไถบุกเบิกก่อนก็ได้

    2) ไถพรวนจาน เครื่องมือเตรียมดินชนิดนี้มีบางท่านใช้คำว่าผานพรวน (รูปที่ 6.3ข) หรือบางครั้งเรียกว่าผานเจ็ดเพราะจานพรวนรุ่นแรกๆ ที่สั่งเข้ามา 7 ผานในหนึ่งชุด โดยลักษณะการทำงานเป็นเครื่องมือที่อยู่ระหว่างไถ กับ พรวน กล่าวคือจะนับเป็นการไถครั้งแรกก็ได้ ถ้าใช้เป็นไถบุกเบิก แต่ให้ผลไม่ดีเท่าไถจานหรือจะเป็นการไถครั้งที่ 2 ก็ได้ ถ้าใช้พรวนย่อยขี้ไถ จานพรวนนี้สามารถไถดินได้ระดับตื้น คือไถได้ดีที่ความลึกประมาณ 17 เซนติเมตร เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้จานพรวนแบบนี้ต่อเนื่องในทุกๆ ครั้ง ของการไถเตรียมดินเพื่อปลูกพืชไร่ ทั้งนี้เพราะการไถดินที่ตื้น อาจมีปัญหาวัชพืช ตลอดจนการเกิดชั้นดินดานในระดับตื้นขึ้นได้ภายหลัง อย่างไรก็ตามเพื่อลดงานเตรียมดินในบางครั้ง หรือช่วงเวลาการเตรียมดินสั้น (หรือที่เรียกว่า minimum tillage) วิธีการไถโดยใช้จานพรวนแบบนี้ก็ยังเป็นที่นิยมใช้อยู่มาก

    3) พรวนจอบหมุน มีลักษณะดังรูปที่ 6.3ค และ 6.3ง จอบหมุนจะขุดดินได้ไม่ลึกเท่ากับไถจาน คือจะไถได้ลึกเพียง 10-25 เซนติเมตร แต่ชนิดที่พิเศษที่ใช้กับแทรกเตอร์ที่วิ่งช้ามากสามารถขุดดินได้ลึกถึง 60 เซนติเมตร

    จอบหมุนเป็นเครื่องมือเตรียมดินที่มีประสิทธิภาพดี เพราะสามารถจะไถและพรวนในขณะเดียวกันโดยไม่พลิกดินไปข้างผานหรือจานเหมือนไถแบบอื่น ดังนั้นการใช้งานจึงง่ายไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญมากนัก นอกจากนี้จอบหมุนยังใช้ได้ดีในที่นาที่มีน้ำขัง ซึ่งไถแบบอื่นทำงานลำบาก เพราะจอบหมุนมีแรงขับดันดี

    การย่อยดินให้เล็กลงมากหรือน้อยโดยใช้พรวนจอบหมุนสามารถควบคุมได้โดยการปรับความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วของแทรกเตอร์กับความเร็วของระบบหมุน

    ใบมีดหรือจอบที่ติดตั้งกับจานหมุน มีหลายประเภท เช่น ใบมีดปลายแหลม ใบมีดโค้ง ใบมีดรูปตัวแอล ใบมีดรูปดอกไม้ และ ไถเกลียว เป็นต้น

    ใบมีดปลายแหลมสามารถไถดินแข็งได้ดีด้วยกำลังหมุนต่ำแต่ตอซัง รากหญ้า มักจะพันกับใบมีด ส่วนใบมีดโค้งนั้นสับ

    พรวนจอบหมุนสามารถทำงานต่างๆ ได้หลายอย่าง ทั้งนี้โดยการเลือกชนิดและการจัดชุดของใบมีดหรือจอบ เช่นใช้ในงานยกร่องที่ต้องการดันดิน 2 ข้าง หรือตรงกลาง งานเตรียมดินของร่อง การพรวนระหว่างแถวหรืองานคราด หรือทำเทือก

ฟันหญ้าขาดและก้อนดินร่วนแตกได้ดี แต่ต้องใช้กำลังหมุนสูง จึงเหมาะกับการไถดินอ่อนและการคราด ส่วนใบมีดรูปดอกไม้มักใช้สำหรับการคราดสำหรับไถเกลียวมีข้อดี คือ ตอซังและรากหญ้าจะไม่พันติดใบมีดเลย แต่ข้อเสียคือใช้ไถดินแข็งไม่ได้ จึงมักนิยมใช้ไถดินอ่อนที่มีซากพืชหรือตอซังที่เน่าเปื่อยอยู่ หรือใช้ไถยกร่อง เพราะไถจะพลิกดินไปด้านข้าง

    4) ไถพรวนเหล็กแหลม ประสิทธิภาพการพรวนดินของไถชนิดนี้จะด้อยกว่าสำหรับดินแข็ง แต่จะสามารถปรับระดับได้ดีกว่าไถพรวนจาน (รูปที่ 6.3จ) ไถพรวนเหล็กแหลมมีหลายแบบ ซึ่งแบ่งตามรูปร่างของโครงไถ

    5) ไถพรวนเหล็กสปริง ไถแบบนี้สามารถจะจิกลงไปในดินถึง 10-15 เซนติเมตร ซึ่งลึกกว่าไถพรวนเหล็กแหลม และเนื่องจากใบมีดสั่นสะเทือนจากการทำงานสปริง ทำให้ดินถูกแรงกระเทือนและแตกเป็นก้อนเล็กๆ ดีขึ้น นอกจากนี้ใบมีดยังสามารถหลบการกระทบกับสิ่งกีดขวางได้ ใบมีดจึงไม่หักง่ายไถพรวนสปริงที่ใช้แทรกเตอร์ขนาดใหญ่ มักจะแข็งแรง และมีลักษณะคล้ายกับไถย่อยดิน

    เนื่องจากไถพรวนแบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพในการเกลี่ยปรับประดับดิน จึงมักนิยมใช้ไถพรวนปรับระดับ (knife harrows หรือlevelliup harrows) ติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อการเกลี่ย โดยการลากตามไถพรวนสปริง (รูปที่ 6.3ฉ และ 6.3ช)

รูปที่ 6.3 จานพรวนและเครื่องพรวนดินแบบต่างๆ

    สำหรับเครื่องมือเตรียมดินอื่นๆ เช่น

    1) ไถย่อยดิน (cultivator หรือ ransome) ไถย่อยดิน (รูปที่ 6.4ก) จะทำงานคล้ายกับไถพรวน แต่ทำงานเบากว่า โดยปกติตัวไถพรวนจะทำให้ดินแตกและปรับระดับไปพร้อมกัน แต่ไถย่อยดินจะตีดินให้เล็กลงไปอีกเล็กน้อย อย่างไรก็ดีการทำงานก็ไม่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนัก

    ไถย่อยดินที่ใบมีดแข็ง มักจะถูกใช้งานเหมือนกับไถสิ่ว ส่วนไถพรวนสปริงที่กล่าวถึงข้างต้นส่วนที่เป็นใบมีดแข็งจะถูกใช้งานเหมือนกับไถย่อยแบบสปริง

    เมื่อกล่าวถึงไถย่อยดินมักจะหมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการพรวนระหว่างแถวของพืช เป็นเครื่องมือที่มีบาร์เหล็กแหลมหรือเหล็กสปริง ซึ่งสามารถปรับระยะและความลึกของใบมีดได้ บางทีอาจจะมีการติดใบมีดสำหรับการปราบวัชพืชและสำหรับการยกร่องไปพร้อมกัน ฉะนั้นเครื่องมือแบบต่างๆ อาจจะนำมาติดตั้งใช้กำลังลากได้ตามชนิดของพืชและการทำงาน

    2) ไถยกร่อง (ridgers หรือ tisters) ไถยกร่อง (รูปที่ 6.4ข) เป็นเครื่องมือที่ใช้ยกร่องในแปลงที่ไถแล้ว หรือสำหรับเกลี่ยคันร่องเดิมให้เรียบอาจใช้อุปกรณ์เดียวกับไถย่อยดิน แต่เปลี่ยนใบมีดของไถก็ทำยกร่องได้ การยกร่องอาจจะยกเป็นร่องเล็กๆ หลายๆ ร่อง หรือร่องใหญ่ 1-2 ร่อง ก็ได้ และไถยกร่อง อาจจะติดตั้งหลังจอบหมุนเพื่อให้มีการยกร่องขณะไถได้เลย

 

รูปที่ 6.4 ไถย่อยดิน และไถยกร่อง

    3) ไถลูกกลิ้ง (rollers) การกลิ้งลูกกลิ้งหลังการไถนอกจากจะช่วยบดดินให้แตกและทำให้หน้าดินเรียบโดยเฉพาะแล้ว ยังช่วยให้มีช่องอากาศระหว่างดินที่จะช่วยการงอกของเมล็ด หรือการเจริญเติบโตของต้นอ่อน ในที่แห้งแล้ง การใช้ไถลูกกลิ้งจะให้ประโยชน์ด้านการป้องกันการระเหยน้ำจากดินได้ดี

    ลูกกลิ้งที่น้ำหนักมาก และเส้นผ่าศูนย์กลางสั้นๆ จะมีประสิทธิภาพในการบดดินและปรับระดับดีกว่า แต่มีข้อเสียที่ใช้กำลังลากสูงกว่า

    ไถลูกกลิ้งที่เรียกว่าไถอัดดิน ชนิดมีร่องตามขวางลูกกลิ้ง จะมีประสิทธิภาพในการบดดินสูงกว่าลูกกลิ้งที่ผิวเรียบ (รูปที่ 6.5ก) เมื่อก้อนดินชุ่มเกินไป หรือแห้งเกินไป การใช้ไถลูกกลิ้งจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

    4) ไถอัดดินล่าง (subsoil packers)

ไถอัดดินล่าง (รูปที่ 6.5ข) ใช้ในการอัดดิน เพื่อลดช่องอากาศและขี้ไถที่ฟูมาก ช่วยทำให้น้ำระเหยจากดินน้อยลง อันส่งผลให้รากพืชใช้น้ำเป็นประโยชน์มากขึ้น พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น มีลักษณะการทำงานไถที่คล้ายกับไถลูกกลิ้ง แต่หากการบดไม่ได้ผลดีควรเพิ่มน้ำหนักกดบนไถ

รูปที่ 6.5 ไถลูกกลิ้ง (ก) และไถอัดดินล่าง (ข)

    5) ไถสิ่ว (Chisel plows)

ไถสิ่ว (รูปที่ 6.6) เป็นไถที่ใช้กับงานเตรียมดินเฉพาะชนิด คือใช้ในการไถหน้าดินที่แข็งและเก็บเศษวัชพืชประเภทซากไม้ยืนต้นต่างๆ มักใช้กันมากในที่แห้งที่ไม่ต้องการพลิกดิน หรือไถลึกมาก เพราะจะทำให้เสียความชื้นในดิน

    6) ไถดินดาน (subsoiler)

ไถดินดาน (รูปที่ 6.7) ประกอบด้วยส่วนไถมาตรฐานและผานที่คล้ายกับผานไถสิ่ว ใช้ในการไถดินดานโดยไม่พลิกดินที่ไถ ความลึกประมาณ 30-75 เซนติเมตร บางทีจะติดตั้งไว้หลังไถหัวหมู การใช้ไถดินดานต้องใช้แรงลากมากเนื่องจากดินดานเป็นดินที่แข็ง ไถดินดานบางชนิดจะทำให้สั่นขณะแทรกเตอร์วิ่ง ซึ่งจะช่วยลดกำลังฉุดของเครื่องได้มาก

 

 

 

 

 

 

6.7 บรรณานุกรม

คณะอาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2518. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 3 โรงพิมพ์คุรุสภา กรุงเทพมหานคร.

จักร จักกะพาล และ ยาซุมะสะ โคจะ. 2526. เครื่องจักรกลเกษตร. โรงพิมพ์คุรุสภา กรุงเทพมหานคร.

มงคล กวางวโรภาส. 2530. เครื่องทุ่นแรงในฟาร์ม. บริษัทประชาชนจำกัด กรุงเทพมหานคร.

วิรัตน์ ชวาลกุล และ เกศิณี ระมิงศ์วงศ์. 2522. คู่มือปฏิบัติการหลักการพืชสวน. ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

FAO. 1982. Organic materials and soil productivity in the near east. FAO Soil Bulletin.

<<  สารบัญ >>//<< บทที่ 5 >>//<< บทที 7 >>