7.1 คำนำ / 7.2 การขยายพันธุ์พืชด้วยเมล็ด / 7.2.1 ลักษณะโครงสร้างเมล็ด / 7.2.2 การงอกของเมล็ด 7.2.3 ปัจจัยในการงอกของเมล็ด / 7.3 การขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศ / 7.4 ปัจจัยในการขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศ / 7.4.1 ปัจจัยภายในกิ่งและต้น / 7.4.2 ปัจจัยภายนอก / 7.4.3 ฝีมือและความละเอียดอ่อน / 7.5 การขยายพันธุ์พืชด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ / 7.5.1 การเลือกชิ้นส่วนพืชจากต้นแม่ / 7.5.2การทำความสะอาดชิ้นส่วนพืช / 7.5.3 การเลี้ยงชิ้นส่วนพืช / 7.5.4 การเจริญพัฒนาของชิ้นส่วนพืช / 7.6 บรรณานุกรม

บทที่ 7

การขยายพันธุ์และการเตรียมวัสดุปลูกพืช

<< หน้าแรก >>//<< สารบัญ >>//<<บทที่ 8 >>

 

7.1 คำนำ

    การขยายพันธุ์พืชเป็นการเพิ่มจำนวนต้นพืชด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อการเพาะปลูกหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ การขยายพันธุ์พืชเป็นขั้นตอนพื้นฐานของการเกษตรมีความจำเป็นในการเพาะปลูกพืชทุกชนิดเพราะจะต้องเตรียมต้นพืชเอาไว้ให้ทันต่อเวลาปลูกและได้ต้นที่โตได้ขนาด มีความแข็งแรง จำนวนเพียงพอกับขนาดพื้นที่ปลูก พืชแต่ละชนิดมีวิธีการขยายพันธุ์ที่ได้ผลดีที่สุดเพื่อการดำรงพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว มนุษย์เริ่มเรียนรู้การขยายพันธุ์พืชโดยเลียนแบบจากการขยายพันธุ์พืชตามธรรมชาตินั่นเอง โดยเริ่มต้นจากวิธีการง่ายๆ เช่น การเพาะเมล็ด การโน้มกิ่งลงมายังดินให้เกิดราก หรือการปักชำ เป็นต้น ต่อมาได้คิดค้นหาวิธีการขยายพันธุ์พืชใหม่ๆ สามารถทำการขยายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จด้วยวิธีการง่ายๆ ได้ต้นพืชใหม่ที่มีลักษณะดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เช่น การตอน ติดตา ทาบกิ่ง ต่อยอด หรือพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนถึงปัจจุบันมีการทดลองใช้วิธีการขยายพันธุ์พืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถใช้ได้ผลดีกับพืชหลายชนิด

7.2 การขยายพันธุ์พืชด้วยเมล็ด

    เมล็ดเป็นส่วนขยายพันธุ์พืชที่เกิดจากการผสมระหว่างส่วนสืบพันธุ์เพศผู้คือละอองเกสร และส่วนสืบพันธุ์เพศเมียคือ เกสรตัวเมีย ก่อให้เกิดการปฏิสนธิได้เมล็ดที่มีต้นอ่อนอยู่ภายในสำหรับการสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ เมื่อนำเมล็ดแก่จัดไปเพาะจะได้ต้นพืชใหม่ที่มีลักษณะของพ่อและแม่ติดมา ต้นพืชใหม่จะเหมือนพ่อแม่มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับยีน (gene) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ การขยายพันธุ์พืชหลายประเภทโดยเฉพาะไม้ผลยืนต้นที่ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะออกดอกติดผลครั้งแรก เช่น ทุเรียน เงาะ มะม่วง แอบเปิ้ล ท้อ เป็นต้น ไม่นิยมใช้เมล็ดปลูกโดยตรงเพราะมีโอกาสจะได้ต้นที่มีลักษณะต่างๆ ด้อยกว่าต้นแม่อันเป็นผลมาจากการผสมพันธุ์ขึ้นได้ สำหรับพืชบางชนิดต้นอ่อนภายในเมล็ดไม่ได้เกิดจากการผสมเกสร แต่พัฒนามาจากเนื้อเยื่อภายในรังไข่ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่ทุกประการ การปลูกพืชดังกล่าวโดยการเพาะเมล็ดจึงไม่ก่อให้เกิดลักษณะที่แตกต่างไปจากต้นแม่แต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น มังคุด นอกจากนี้ยังมีเมล็ดพืชบางชนิดที่มีต้นอ่อนอันเกิดจากการผสมพันธุ์และต้นอ่อนที่ไม่ได้เกิดจากการผสมเกสรเกิดอยู่ร่วมกันจำนวนมากกว่า 1 ต้นต่อเมล็ด เมื่อเพาะเมล็ดประเภทนี้จะได้ต้นพืชที่มีลักษณะบางอย่างแตกต่างไปจากต้นแม่อันเป็นผลจากการผสมเกสรและต้นพืชที่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการจากการพัฒนามาจากเนื้อเยื่อภายในรังไข่ของดอก ตัวอย่างเช่นในพืชพวกส้ม (Citrus spp.) การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดนิยมใช้กับพืชล้มลุก และพืชยืนต้นทั่วไป ความจำเป็นและข้อได้เปรียบของการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดมีดังนี้คือ

    1) พืชหลายชนิดจำเป็นและเหมาะสมที่จะต้องขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เช่น พืชผักหลายชนิด ธัญพืช ไม้สำหรับปลูกป่า หรือไม้ผลบางชนิด เช่น มะพร้าว และมะละกอ เป็นต้น

    2) การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด สะดวก รวดเร็ว ลงทุนน้อย ได้จำนวนต้นครั้งละมากๆ เมล็ด พันธุ์ก็เก็บรักษาและขนส่งไม่ลำบาก

    3) การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดสำหรับสร้างต้นตอที่มีระบบรากแก้ว มีความจำเป็นสำหรับการติดตา ทาบกิ่ง และต่อยอด เป็นต้น

    4) การปรับปรุงพันธุ์พืชโดยการผสมพันธุ์มีความจำเป็นต้องใช้การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเพื่อทดสอบลักษณะของต้นพืชลูกผสม

    7.2.1 ลักษณะโครงสร้างเมล็ด

    เมล็ดพืชชนิดต่าง ๆ มีลักษณะทางสัณฐานวิทยา และโครงสร้างของเมล็ดแตกต่างกัน ลักษณะของเมล็ดพืชเป็นลักษณะประจำพันธุ์พืชนั้นๆ แต่โดยทั่วๆ ไปเมล็ดพืชประกอบด้วยโครงสร้างที่สำคัญ 3 ส่วนคือ (รูปที่ 7.1)

 

รูปที่ 7.1 โครงสร้างของเมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่ (ก) และเมล็ดพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (ข) (Klein and Klein,1988)

    1) เปลือกหุ้มเมล็ด เป็นโครงสร้างนอกสุดของเมล็ด มีลักษณะแข็งแรงกว่าส่วนอื่นๆ ของเมล็ดเพื่อทำหน้าที่ปกป้องโครงสร้างภายใน เมล็ดที่ปกติจะต้องมีเปลือกหุ้ม เปลือกหุ้มเมล็ดซึ่งโดนแมลงเจาะหรือแตกหักเสียหายอันจะทำให้ส่วนเนื้อเยื่อภายในเสียหายไปด้วย ทำให้เพาะไม่งอก หรืองอก แต่ได้ต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง

    2) อาหารสะสมในเมล็ด เมล็ดพืชต่างๆ เก็บสะสมอาหารไว้ในเนื้อเยื่อที่แตกต่างกัน เช่น เอ็นโดสเปิร์ม (endosperm) ใบเลี้ยง (cotyledon) เป็นต้น และอาหารสะสมในเมล็ดอยู่ในรูปต่างๆ กัน เช่น แป้ง โปรตีน ไขมัน ไว้สำหรับใช้ในการงอกและเลี้ยงต้นกล้าในระยะที่งอกใหม่ๆ ยังไม่สามารถปรุงอาหารเองได้ เมล็ดพืชที่จะงอกได้ดีและแข็งแรงจะต้องมีอาหารสะสมในเมล็ดสมบูรณ์ด้วย

    3) คัพภะ คือส่วนต้นอ่อนที่จะงอกไปเป็นต้นพืชใหม่ต่อไป คัพภะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนราก (radicle) ลำต้น (hypocotyl-epicotyl) และยอด (plumule) คัพภะเป็นส่วนที่สำคัญมากในการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ถ้าคัพภะตายเมล็ดนั้นก็ไม่สามารถงอกได้

    7.2.2 การงอกของเมล็ด

    เมล็ดพืชที่แก่จัดเมื่อได้รับปัจจัยสำหรับการงอกที่เหมาะสมจะไปกระตุ้นให้ต้นอ่อนซึ่งอยู่ในสภาวะคล้ายการพักตัวเริ่มต้นและดำเนินกิจกรรมเพื่อการเจริญเติบโตติดต่อกันไปตลอดลำดับขั้นตอนเพื่อการงอกของเมล็ดพืชเป็นดังนี้คือ

    1) การดูดน้ำทำให้เปลือกเมล็ดอ่อนตัวลงน้ำเข้าไปในเมล็ด

    2) การสร้างเอนไซม์และฮอร์โมนในเนื้อเยื่อของเมล็ด

    3) การสลายตัวของอาหารสะสมของเมล็ดให้อยู่ในสภาพที่ละลายน้ำได้

    4) การเคลื่อนย้ายอาหารไปสู่จุดเจริญ และใช้อาหารเพื่อการเจริญเติบโต

    เมื่อเมล็ดผ่านขั้นตอนดังกล่าวทำให้เซลล์ของราก ต้น และยอดต้นอ่อนแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและขยายขนาดออกอย่างรวดเร็ว ดันเปลือกหุ้มเมล็ดออกมาโดยรากจะงอกตามแรงโน้มถ่วงของโลกลงสู่ผิวดินส่วนลำต้น และยอดจะงอกต้านแรงโน้มถ่วงของโลกขึ้นไปในอากาศ ลักษณะการงอกของเมล็ดพืชแบ่งได้ 2 แบบคือการงอกเหนือระดับผิวดิน (epigeal germination) เป็นการงอกที่มีการชูใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือระดับผิวดิน เช่น การงอกของเมล็ดถั่ว และการงอกใต้ระดับผิวดิน (hypogeal germination) เป็นการงอกที่ใบเลี้ยงหรือส่วนที่เก็บสะสมอาหารอื่นๆ ของเมล็ด ยังคงอยู่ใต้ผิวดิน เช่น การงอกของเมล็ดหญ้าต่างๆ ดังรูปที่ 7.2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปที่ 7.2 ลักษณะการงอกแบบเหนือระดับผิวดินของเมล็ดถั่ว (ก) และแบบใต้ระดับผิวดินของข้าวโพด (ข)

   

    7.2.3 ปัจจัยในการงอกของเมล็ด

    การเพาะเมล็ดพืชพบว่าบางครั้งเพาะแล้วไม่งอก หรือเมล็ดงอกน้อยหรือต้นกล้าที่งอกไม่แข็งแรง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น

    1) ความมีชีวิตของเมล็ด เมล็ดที่จะงอกได้ต้องมีชีวิต ความมีชีวิตของเมล็ดสูญเสียไปได้ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น เก็บรักษาไว้นานเกินไป เมล็ดแตกหัก โรคแมลงเข้าทำลาย หรือได้รับสภาวะแวดล้อมในการเก็บรักษาไม่เหมาะสม เช่น ร้อนและชื้นเกินไป เป็นต้น ถ้าเมล็ดที่จะนำมาเพาะตาย หรือสูญเสียความงอก ไปแล้วทั้งหมดจะเพาะไม่งอกเลย หรือหากสูญเสียความงอกไปเพียงบางส่วน เมล็ดส่วนที่มีชีวิตเท่านั้นจึงจะเพาะให้งอกได้

    2) การพักตัวของเมล็ด เมล็ดพืชบางชนิดหลังจากที่เก็บเกี่ยวมาจากต้นแล้วจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำมากชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ สภาพของเมล็ดขณะนั้นเรียกว่าอยู่ในระยะการพักตัว ถ้านำเมล็ดดังกล่าวไปเพาะจะไม่งอกจะต้องหาทางแก้ไขสาเหตุของการพักตัวเมล็ดนั้นเสียก่อน จึงจะเพาะให้งอกได้ การพักตัวของเมล็ดมีสาเหตุใหญ่ๆ 2 ประการคือ

        2.1) เนื่องจากเปลือกเมล็ดที่หนา แข็ง จนน้ำและอากาศซึมเข้าไปในเมล็ดไม่ได้ หรือได้ยาก แม้น้ำหรืออากาศจะซึมเข้าไปในเมล็ดได้ แต่เปลือกที่หนาและแข็งจะป้องกันไม่ให้คัพภะงอกออกมาได้ การแก้ไขทำได้โดยทำให้เปลือกเมล็ดอ่อนตัวลง หรือแตกเป็นรอยก่อนที่จะเพาะ

        2.2) เนื่องจากสภาพภายในเมล็ดยังไม่พร้อมที่จะงอก เช่น คัพภะยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ทั้งที่ฝักหรือผลนั้นแก่แล้ว เช่น ฝักกล้วยไม้ อาหารสะสมภายในเมล็ดไม่เพียงพอ เพาะก็งอกน้อย เป็นต้น เมล็ดประเภทนี้แม้จะดูภายนอกว่าแก่แล้วแต่ต้องรอไปอีกระยะหนึ่งเพื่อให้คัพภะเจริญเติบโตเต็มที่เสียก่อนจึงจะเพาะให้งอกได้ หรือไม่อาจใช้เทคนิคเฉพาะเพื่อทำลาย การพักตัวนั้นจะทำให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น

    3) น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการงอกของเมล็ด โดยน้ำจะทำให้เปลือกเมล็ดอ่อนตัวลง ช่วยให้อาหารสะสมในเมล็ดแตกตัวเล็กลงหรืออยู่ในรูปที่ละลายน้ำ และน้ำเป็นตัวกลางลำเลียงอาหารและฮอร์โมนที่ละลายน้ำได้ไปสู่เยื่อเจริญ เป็นต้น การเพาะเมล็ดจึงต้องให้น้ำและความชื้นที่เหมาะสม แต่ไม่มากเกินไปจนน้ำขังแฉะ จะทำให้เมล็ดขาดอากาศหายใจในการ เตรียมวัสดุเพาะจะต้องคำนึงถึงการดูดซับและระบายน้ำ

    4) อากาศ อากาศหรือแก๊สที่สำคัญต่อการงอกของเมล็ดคือ ออกซิเจน การเพาะเมล็ดโดยการฝังดินลึกเกินไป หรือทำให้น้ำท่วมเมล็ดอยู่นาน จะทำให้เมล็ดขาดแก๊สออกซิเจนได้ ความต้องการแก๊สออกซิเจนของเมล็ดพืชต่างๆ จะแตกต่างกัน โดยทั่วไปเมล็ดที่มีอาหารสะสมมากจะต้องการแก๊สออกซิเจนมาก และเมล็ดที่มีอาหารสะสมเป็นน้ำมันจะต้องการแก๊สออกซิเจนมากกว่าเมล็ดที่มีอาหารสะสมเป็นแป้ง ฉะนั้นการฝังเมล็ดลงไปในวัสดุเพาะให้ลึกมากน้อยแค่ไหนจะต้องคำนึงถึงความต้องการอากาศโดยเฉพาะแก๊สออกซิเจนด้วย

    5) อุณหภูมิ มีความสำคัญต่อการงอกของเมล็ดโดยทั่วไปอุณหภูมิสูงจะช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น เพราะไปเร่งอัตราการดูดน้ำเข้าไปในเมล็ด และเร่งกระบวนการทางเมแทบอลิซึมสำหรับการงอก แต่ถ้าระดับอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไปกว่าระดับที่เมล็ดชนิดนั้นๆ จะทนได้เมล็ดจะไม่งอก จากการทดลองพบว่าอุณหภูมิของวัสดุเพาะที่เมล็ดทุกชนิด จะมีชีวิต อยู่ได้โดย ไม่ได้รับอันตรายจะต้องไม่สูงกว่า 30-40° C

    6) แสง มีผลสนับสนุนหรือยับยั้งการงอกของเมล็ดพืชหลายชนิด แสงมีบทบาทต่อการเพาะเมล็ดสองประการคือ มีบทบาทต่อการงอกของเมล็ด และต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้า อิทธิพลของแสงที่มีต่อการงอกของเมล็ดแบ่งออกได้ 4 กลุ่มคือ (รูปที่ 7.3)

        6.1) เมล็ดที่ต้องการแสงในการงอก ถ้าไม่มีแสงเลยเมล็ดประเภทนี้จะไม่งอกหรือถ้าเก็บรักษาเมล็ดไว้ไม่ให้ได้รับแสงเลยราว 2-3 สัปดาห์ เมล็ดจะสูญเสียความงอกตัวอย่างเช่นเมล็ดกล้วยไม้เป็นต้น

        6.2) เมล็ดที่ชอบแสง เมล็ดประเภทนี้จะงอกได้ดีขึ้นถ้าได้รับแสง แต่ในที่ไม่มีแสงก็อาจจะงอกได้ แต่การงอกไม่ดีเท่าที่มีแสง ตัวอย่างเช่น เมล็ดยาสูบ เมล็ดผักกาดหอม เป็นต้น

        6.3) เมล็ดที่ไม่ต้องการแสง หากเพาะเมล็ดประเภทนี้ให้ได้รับแสงจะไม่มีการงอก ตัวอย่างเช่น เมล็ดหงอนไก่ เมล็ดบานไม่รู้โรย เป็นต้น

        6.4) เมล็ดที่ไม่เกี่ยวข้องกับแสง ขณะที่เพาะเมล็ดจะมีแสงหรือไม่มีแสงก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการงอกของเมล็ดประเภทนี้ และเมล็ดพืชส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทที่ไม่เกี่ยวข้องกับแสง

    การฝังเมล็ดลงในวัสดุเพาะให้ตื้นหรือลึกมากน้อยแค่ไหนจะต้องคำนึงเรื่องแสงด้วย ส่วนอิทธิพลของแสงที่มีต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้านั้น สังเกตได้จากต้นกล้าที่ได้รับแสงไม่เพียงพอ จะมีลำต้นยืดยาว สีซีด ส่วนต้นกล้าที่ได้รับแสงเพียงพอจะเจริญเติบโตเป็นปกติ มีสีเขียว แข็งแรง ในระยะที่ต้นกล้าเริ่มงอกใหม่ๆ จะอาศัยอาหารสะสมใน เมล็ดก่อน หลังจากที่ต้นเจริญเติบโตมีสีเขียวทำหน้าที่สังเคราะห์แสงได้แล้ว ต้นกล้าจึงต้องการแสงแดดสำหรับการปรุงอาหาร แต่เนื่องจากแสงแดดจ้าจะมีความร้อนสูงและต้นกล้าอ่อนยังไม่แข็งแรงพอ จึงควรพรางแสงในช่วงแดดจัดหรือให้พอดีกับความต้องการของต้นกล้า ไม่ให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดมากเกินไปจนเหี่ยวหรือได้รับแสงแดดน้อยเกินไปจนอ่อนแอ

 

รูปที่ 7.3 การงอกของเมล็ดพืชที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในและภายนอกเมล็ด

7.3 การขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศ

    ต้นและกิ่งของไม้เนื้อแข็งประกอบด้วยเนื้อเยื่อพิเศษกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า เนื้อเยื่อเจริญ (cambium) (รูปที่ 7.4) เซลล์ในเนื้อเยื่อกลุ่มนี้มีชีวิตและถูกกระตุ้นให้แบ่งตัวสร้างเป็นเซลล์ท่อน้ำและท่ออาหารทำให้พืชมีการเจริญเติบโตในลักษณะการขยายขนาดของลำต้นและกิ่งอยู่ตลอดเวลา การทำให้เนื้อเยื่อพืชส่วนนี้ได้รับการกระทบกระเทือนเป็นบาดแผล เนื้อเยื่อเจริญจะมีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อเยื่อที่ฉีกขาดประสานตัวกันและเจริญเติบโตเป็นเนื้อไม้ปกติต่อไป บริเวณลำต้นและกิ่งที่มีเปลือกหุ้ม ชั้นของเนื้อเยื่อเจริญจะอยู่ต่ำลงไปจากผิวเปลือกก่อนถึงชั้นเนื้อไม้แข็ง เมื่อเปิดเปลือกออกและจับดูจะมีลักษณะเป็นเมือกใส

 

รูปที่ 7.4 แผนภาพตัดขวางเนื้อไม้แสดงเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ

    เนื้อเยื่อเจริญของพืชต่าง ๆ เป็นส่วนสำคัญที่สุดของการขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศ ในการตอนกิ่งจะทำการควั่นกิ่งเพื่อตัดท่ออาหารและทำให้เนื้อเยื่อเจริญขาดตอนลง ส่วนปลายกิ่งยังได้รับน้ำที่ส่งจากส่วนโคนกิ่งไปตามท่อลำเลียงน้ำคือส่วนของเนื้อไม้ตลอดเวลา แต่การส่งผ่านอาหารขึ้นลงระหว่างโคนกิ่งและปลายกิ่งไม่เกิดขึ้น เนื้อเยื่อเจริญของส่วนปลายกิ่งที่ถูกตัดให้ขาดยังคงมีชีวิตและการตัดให้ขาดเป็นการกระตุ้นเตือนให้เนื้อเยื่อเจริญส่วนนั้นให้แบ่งเซลล์ออกอย่างรวดเร็ว (ซึ่งอาจจะเป็นสัญชาติญาณของความอยู่รอดอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตพวกพืชหลายชนิด) เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่มากมายเหล่านั้นจะมีส่วนหนึ่งที่พัฒนาไปเป็นรากทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุให้กับส่วนกิ่งที่มีราก (รูปที่ 7.5) ซึ่งมีลักษณะและทำหน้าที่ได้เหมือนพืชต้นใหม่ แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาของเนื้อเยื่อเจริญไปเป็นรากได้ในพืชแต่ละชนิดมีความยากง่ายต่างกัน ทั้งนี้ต้องมีปัจจัยที่เหมาะสมโดยเฉพาะอุณหภูมิ ความชื้น และบางครั้งการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชอาจมีความจำเป็น นอกจากการตอนกิ่งแล้ว การตัดชำกิ่งก็มีลักษณะการเกิดรากและความต้องการปัจจัยต่างๆ คล้ายกันเพียงแต่การตัดชำกิ่งอาจใช้กับพืชที่เนื้อเยื่อเจริญพัฒนาไปเป็นรากได้ง่าย

    สำหรับการติดตา ต่อกิ่งและทาบกิ่งมีหลักการเกิดทำนองเดียวกันกับการตอนกิ่งและการตัดชำกิ่ง นั่นคือทำให้เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเซลล์ออกมาเชื่อมประสานกับเนื้อเยื่อเจริญของต้นตอ และอาศัยรากของต้นตอดูดน้ำและแร่ธาตุให้ (รูปที่ 7.6)

 

 

รูปที่ 7.5 แสดงการเกิดรากจากเนื้อเยื่อเจริญในการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการตอนกิ่ง

 

รูปที่ 7.6 แสดงการเชื่อมกันของเนื้อเยื่อเจริญของต้นตอและกิ่งในการขยายพันธุ์พืชแบบเสียบยอด

    การติดตาต่อกิ่ง ทาบกิ่งหรือการขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศวิธีอื่นๆ ที่ต้องการให้มีการเชื่อมประสานของเนื้อเยื่อเจริญของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ควบคุมการประสานของเนื้อเยื่อว่าให้เข้ากันได้หรือไม่ได้คือ หน่วยพันธุกรรมของต้นตอและกิ่งหรือตาที่นำมาต่อ การนำพืชต่างต้นมาต่อกันได้นั้นก่อนอื่นจะต้องทราบก่อนว่าพืชคู่นั้นเข้ากันได้อย่างดี การเข้ากันได้ของพืชบางคู่อาจไม่แสดงผลออกมาปรากฏในระยะแรกๆ แต่ต่อมาลักษณะของการเข้ากันไม่ได้จะปรากฏให้เห็น เช่น ลักษณะที่ส่วนปลายจากกิ่งที่นำมาต่อ เจริญเติบโตได้เร็วจนมีขนาดโตกว่าส่วนโคนซึ่งเป็นส่วนต้นตอมาก หรืออาจแสดงออกมาในทางตรงกันข้ามคือ ส่วนโคนเจริญเติบโตเร็วจนมีขนาดโตกว่าส่วนปลาย หรือแสดงออกมาในลักษณะอื่นที่เป็นข้อเสีย เช่น ต้นตอมีผลทำให้ส่วนยอดมีปริมาณและคุณภาพของผลผลิตของพืชนั้นลดลง เป็นต้น

7.4 ปัจจัยในการขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศ

    การขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศมีหลายวิธีซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามที่เสนอไว้แล้วในตอนต้นคือ ประเภทที่อาศัยรากของกิ่งหรือต้นนั้นๆ เช่น การตอน ปักชำ แยกหน่อ แยกไหล และประเภทที่อาศัยรากของกิ่งหรือต้นอื่น เช่น การติดตา ทาบกิ่ง ต่อกิ่ง เสียบยอด การทำให้เกิดรากและรากเจริญเติบโตเร็วและแข็งแรง และการทำให้เนื้อเยื่อของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีเชื่อมประสานกันได้เร็ว และแข็งแรง เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้การขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศวิธีต่างๆ เหล่านั้นประสพความสำเร็จ ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะต้องพิจารณาในการที่จะทำให้เกิดรากหรือการเชื่อมของเนื้อเยื่อเข้ากันได้ดีนั้น น่าจะเกี่ยวข้องอยู่กับ 3 ส่วนที่สำคัญคือ

    7.4.1 ปัจจัยภายในกิ่งและต้น

    1) ปริมาณสารฮอร์โมนในกิ่ง พืชดอกสามารถผลิตสารอินทรีย์ต่างๆ เพื่อการ เจริญเติบโตและควบคุมการเจริญพัฒนาต่างๆ ในบรรดาสารอินทรีย์ต่างๆ ที่พืชผลิตขึ้นมาเหล่านั้นจะมีสารอยู่ประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตโดยการแบ่งเซลล์และการขยายขนาดของเซลล์เรียกว่าฮอร์โมนพืช และฮอร์โมนพืชที่ค่อนข้างจะมีการศึกษารายละเอียดในด้านต่างๆ กันมากคือ ออกซิน เช่นพบว่าออกซินทำหน้าที่ในการเจริญเติบโต ยับยั้งการเกิดตาข้างของพืชหลายชนิด หรือควบคุมการออกใบและทิ้งใบของพืชบางชนิด เป็นต้น บทบาทของออกซินที่เกี่ยวข้องกับการขยายพันธุ์พืชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศ คือออกซินซึ่งถูกผลิตขึ้นที่ปลายยอดหรือปลายกิ่งเมื่อเคลื่อนที่ลงมายังบริเวณรอยตัดของกิ่งปักชำ รอยควั่นของกิ่งตอน หรือรอยเฉือนของกิ่งพันธุ์ดีหรือต้นตอจะสมอยู่บริเวณนั้นจนมีระดับความเข้มข้นถึงจุดที่เหมาะสมช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นแบ่งเซลล์ออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ร่วมด้วยก็จะสร้างเป็นราก และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่จำเป็นของพืชต่อไป

    การเตรียมกิ่งปักชำ กิ่งตอน และกิ่งพันธุ์ดีต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่มีปริมาณฮอร์โมนพืชเหมาะสม จะต้องมีการปฏิบัติหรือจัดการบางอย่างแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดพืช แต่โดยทั่วๆ ไปกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป มีส่วนปลายยอดอ่อนหรือปลายกิ่งที่กำลังเจริญเติบโตซึ่งเป็นแหล่งผลิตของออกซินที่สำคัญจะสามารถนำมาใช้ขยายพันธุ์แบบนี้ได้ดี และในขณะเดียวกันได้มีความพยายามใช้สารฮอร์โมนพืช และสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ชนิดต่างๆ เข้ามาช่วยทำให้เกิดมีสภาวะความเหมาะสมในปริมาณสารฮอร์โมนพืชที่จะทำให้การออกรากและการเชื่อมประสานของเนื้อเยื่อได้ดียิ่งขึ้น ส่วนความสำเร็จที่ได้รับมากน้อยแตกต่างกันตามชนิดพืชและเทคนิคการใช้

    2) ความอุดมสมบูรณ์และการสะสมอาหารของกิ่งและต้น ต้นและกิ่งที่สมบูรณ์มีอาหารสะสมมากจะทำให้ออกรากได้ง่ายและการเชื่อมประสานของเนื้อเยื่อเกิดขึ้นได้ดีกว่ากิ่งที่ไม่อุดมสมบูรณ์และมีอาหารสะสมน้อย การเจริญเติบโตของพืชเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การเก็บสะสมอาหารและการใช้สารอาหาร ก็เช่นเดียวกันดำเนินไปติดต่อกัน ตลอดเวลาเพียงแต่ว่าอัตราการสะสมและการใช้สารอาหารส่วนใดจะมีอัตราการเกิดมากกว่า ซึ่งวิธีจะสังเกตว่าต้นหรือกิ่งไหนอยู่ในสภาพที่มีอัตราการสะสมอาหารสูงจะพิจารณาได้จากลักษณะต้น กิ่งจะอวบ ปล้องถี่ ไม่อยู่ในระยะที่แตกยอด ใบอ่อน เป็นต้น วิธีการปฏิบัติบางประการจะช่วยให้ต้นกิ่งมีอัตราการสะสมอาหารสูงได้ เช่น การลดให้ปุ๋ยไนโตรเจนลง การรัดกิ่งด้วยลวด การควั่นกิ่ง เป็นต้น

    3) อายุของพืช พืชที่เป็นไม้เนื้อแข็งและเป็นชนิดที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศได้ค่อนข้างยาก หากยิ่งเลือกกิ่งที่มีอายุมากทำการขยายพันธุ์โอกาสที่จะประสพความสำเร็จยิ่งน้อยลง ส่วนต้นหรือกิ่งที่ยังอ่อนอาจมีโอกาสที่จะทำการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศได้หลายวิธี แต่อาจจะต้องใช้เทคนิคในการขยายพันธุ์ที่ละเอียดอ่อนกว่าปกติ และใช้การปฏิบัติดูแลที่พิเศษออกไปกว่าปกติเช่นกัน โดยทั่วๆ ไปกิ่งอ่อนจะใช้ขยายพันธุ์โดยวิธีการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เพศได้ดีกว่ากิ่งแก่ และกิ่งแก่มากๆ ใช้ขยายพันธุ์ไม่ได้เลย สาเหตุดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องอยู่กับการผลิต และปริมาณของออกซิน และฮอร์โมนพืชอื่นๆ ที่ผลิตจากเนื้อเยื่ออ่อนส่วนปลายยอด และถูกส่งไปทำหน้าที่ในกระบวนการเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะที่มีอายุไม่มากจนเกินไปก็อาจเป็นได้

    7.4.2 ปัจจัยภายนอก

    1) ฤดูกาล โดยทั่วไปการขยายพันธุ์พืชในเขตร้อนโดยการติดตาต่อกิ่ง ทาบกิ่ง หรือปักชำ นิยมทำกันในฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฟ้าอากาศมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่อย่างไรก็ตามฤดูกาลในเขตร้อนไม่ค่อยมีผลอย่างรุนแรงต่อการขยายพันธุ์พืชหากเปรียบเทียบกับฤดูกาลของพืชในเขตหนาว ซึ่งพืชหลายชนิดจะพักตัวทิ้งใบและเก็บสะสมอาหารไว้ตามลำต้น และกิ่งในช่วงฤดูหนาว และในสภาพดังกล่าวอัตราการเจริญเติบโตทางลำต้นและกิ่งจะต่ำ การขยายพันธุ์พืชเขตหนาวด้วยวิธีการตัดชำ ทาบกิ่ง ต่อกิ่ง เป็นต้น ส่วนใหญ่นิยมทำในช่วงปลายฤดูหนาว เพื่อให้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในฤดูใบไม้ผลิที่จะติดตามมา

    2) อุณหภูมิและความชื้น หลังจากการขยายพันธุ์พืชแบบติดตา ทาบกิ่งต่อยอด หรือปักชำ หากจัดให้สภาพแวดล้อมรอบๆ ต้น หรือกิ่งที่ขยายพันธุ์ได้รับอุณหภูมิและความชื้นสูงแล้วจะไปเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อของส่วนขยายพันธุ์ทำให้การเชื่อมประสานของเนื้อเยื่อ และการงอกรากเกิดขึ้นได้เร็ว ในการขยายพันธุ์พืชเขตร้อนหลายชนิดด้วยวิธีการต่างๆ ดังกล่าว ระดับอุณหภูมิสูงที่เหมาะสมคือ 40° C โดยมีความชื้นสัมพัทธ์ของบรรยากาศ 90-100 เปอร์เซ็นต์

    3) โรคและแมลงศัตรู ในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ของกิ่งตัดชำ หรือส่วนของเนื้อเยื่อที่เชื่อมประสานกัน ของวิธีการทาบกิ่ง ต่อกิ่ง ติดตา เนื้อเยื่ออ่อนเหล่านี้ประกอบด้วยเซลล์ที่มีอายุน้อยยังไม่มีความแข็งแรง ฉะนั้นโอกาสที่จะ ถูกรบกวนจากโรคแมลงย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย และเนื้อเยื่อที่ไม่มีความแข็งแรงเหล่านั้นมีจำนวนไม่มาก และอยู่ในช่วงที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างเป็นเนื้อเยื่ออื่นที่จำเป็น ฉะนั้นหากมีการเข้าทำลายของโรคแมลง ความเสียหายจะเกิดขึ้นทันที ส่วนขยายพันธุ์โดยเฉพาะส่วนของกิ่งพันธุ์ดีนั้นๆ ก็จะตายไปเลย ในการขยายพันธุ์โดยการปักชำจึงนิยมชุบสารเคมีป้องกันเชื้อรา ส่วนการขยายพันธุ์แบบทาบกิ่ง ต่อกิ่งติดตาจะต้องใช้เครื่องมือทำการขยายพันธุ์ที่สะอาด และการใช้วัสดุที่สะอาดพันทับรอยแผลจะป้องกันการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้

    7.4.3 ฝีมือและความละเอียดอ่อน

    โดยเฉพาะกับการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีติดตา ต่อกิ่ง ทาบกิ่ง เป็นต้น ซึ่งจะต้องเฉือนเนื้อเยื่อให้เป็นแผล หรือเปิดเนื้อเยื่อออก และที่สำคัญนั้นคือต้องการทำให้เนื้อเยื่อเจริญของกิ่งพันธุ์ดีและต้นตอ มีพื้นที่สัมผัสมากที่สุด และมีการเชื่อมของเนื้อเยื่อแนบแน่นที่สุดด้วย เนื้อเยื่อเจริญดังกล่าวซึ่งปกติเป็นเซลล์ขนาดเล็กไม่กี่แถว การทำให้เซลล์ชอกช้ำเสียหาย เช่น ใช้มีดไม่คม ผู้ทำไม่ชำนาญหรือเฉือนแล้วปล่อยทิ้งไว้นานเกินจนเซลล์เหี่ยว ล้วนแต่จะทำให้การขยายพันธุ์ไม่ได้ผล ฉะนั้นผู้ที่ทำการขยายพันธุ์พืชดังกล่าวจะต้องฝึกจนชำนาญ มีความละเอียดอ่อนทุกขั้นตอนในการขยาย

พันธุ์จึงจะก่อให้เกิดความสำเร็จ

 7.5 การขยายพันธุ์พืชด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (plant tissue culture) เป็นการนำชิ้นส่วนต่าง ๆของพืช เช่น ลำต้น ใบ ตาดอก ละอองเกสร เป็นต้น มาทำให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค แล้ววางเลี้ยงบนอาหารวิทยาศาสตร์ในสภาพปลอดเชื้อและเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมทำให้เนื้อเยื่อนั้นเจริญเติบโตและพัฒนาไปเป็นพืชต้นใหม่ได้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจึงใช้เป็นเทคนิคการขยายพันธุ์พืชได้และถือว่าเป็นวิธีการล่าสุด ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบด้วยขั้นตอนการปฏิบัติเรียงตามลำดับได้ดังต่อไปนี้

    7.5.1 การเลือกชิ้นส่วนพืชจากต้นแม่

    ซึ่งแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ

    1) ชิ้นส่วนพืชที่ไม่เกี่ยวกับเพศ เช่น หากใช้ต้นกล้าพืชใบเลี้ยงคู่ในการเพาะเลี้ยงแล้วเนื้อเยื่อที่จะนำมาใช้ได้มีปลายยอด ลำต้นเหนือใบเลี้ยง ใบ ลำต้นใต้ใบเลี้ยง ใบเลี้ยง และราก

    2) ชิ้นส่วนพืชที่เกี่ยวกับเพศ เช่น ละอองเกสร ไข่อ่อน และเมล็ด

    7.5.2การทำความสะอาดชิ้นส่วนพืช

    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชทุกขั้นตอนต้องอยู่ในสภาพที่ปลอดเชื้อเพื่อป้องกันอันตรายไม่ให้เนื้อเยื่อเสียหาย ดังนั้นก่อนทำการเลี้ยงชิ้นส่วนพืชจะต้องล้างทำความสะอาดชิ้นส่วนพืชด้วยผงซักฟอกที่มีฤทธิ์เป็นกลาง เช่น น้ำยาล้างซันไลท์และตามด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง แล้วจึงตัดแต่งให้ได้ชิ้นส่วนที่มีขนาดพอเหมาะ ก่อนนำไปจุ่มแช่ในแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ นาน 30-60 วินาที ตามด้วยการล้างด้วยน้ำกลั่น และจุ่มแช่ในคลอรอกซ์ 20 เปอร์เซ็นต์ นาน 10-30 นาที ล้างชิ้นส่วนพืชเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและคลอรอกซ์ ด้วยน้ำกลั่นฆ่าเชื้อ 3-5 ครั้งโดยทำในตู้ที่ปลอดเชื้อ

    7.5.3 การเลี้ยงชิ้นส่วนพืช

    เมื่อทำความสะอาดชิ้นส่วนพืชเรียบร้อยแล้ว ซับให้แห้งด้วยกระดาษกรองอบฆ่าเชื้อ ใช้ปากคีบ (forceps) คีบชิ้นส่วนพืชไปวางเลี้ยงบนอาหารวิทยาศาสตร์ (scientific medium) ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ผงถ่าน วุ้น ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และวิตามินต่างๆ และบรรจุอยู่ในหลอดแก้ว แล้วนำไปวางเลี้ยงในห้องเลี้ยงที่มีแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อไป

    7.5.4 การเจริญพัฒนาของชิ้นส่วนพืช

    หลังจากที่วางเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อแล้ว ชิ้นส่วนพืชจะมีการเจริญพัฒนาไปเป็นพืชต้นใหม่แตกต่างกัน 2 ลักษณะคือ (รูปที่ 7.7)

    1) การเจริญพัฒนาเป็นพืชต้นใหม่โดยตรง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและชักนำการสร้างรากและยอดโดยที่ออกซินมีบทบาทในการพัฒนาเนื้อเยื่อให้กลายเป็นราก และไซโตไคนินมีบทบาทในการพัฒนาเนื้อเยื่อให้กลายเป็นยอด การเกิดเป็นต้นพืชใหม่เป็นไปได้ดี เมื่อใช้ชิ้นส่วนปลายยอด และข้อ ทั้งนี้เพราะชิ้นส่วนดังกล่าวมีส่วนของตายอดอยู่แล้ว การใช้ชิ้นส่วนอื่นๆ ของพืชมาเพาะเลี้ยงจะได้ต้นพืชใหม่จากเซลล์เดี่ยวๆ หรือกลุ่มเซลล์แบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเป็นก้อนกลม ต่อมาเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจ แล้วเริ่มมีการพัฒนาเนื้อเยื่อไปเป็นใบเลี้ยง แกนต้นอ่อน และจุดกำเนิดราก และในที่สุดกลายเป็นคัพภะเทียม เมื่อได้

นำไปเลี้ยงในอาหารวุ้นก็สามารถงอกเป็นต้นกล้าต่อไปได้

    2) การเจริญพัฒนาเป็นพืชต้นใหม่โดยผ่านแคลลัส เนื้อเยื่อเจริญของชิ้นส่วนพืชที่อยู่ในอาหารเลี้ยงเนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตโดยการแบ่งเซลล์และเพิ่มขนาดของเซลล์ออกไปอย่างรวดเร็ว จนได้เป็นกลุ่มก้อนเนื้อเยื่อเรียกว่าแคลลัส (callus) เมื่อย้ายกลุ่มก้อนเนื้อเยื่อแคลลัสไปเลี้ยงในอาหารที่เหมาะสมก็จะพัฒนาไปเป็นต้นพืชใหม่เกิดขึ้น

    การขยายพันธุ์พืชโดยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถเพิ่มจำนวนต้นพืชได้จำนวนมาก ในเวลาไม่นาน และไม่กลายพันธุ์ เป็นแนวทางการขยายพันธุ์พืชเพื่อการผลิตพืชเป็นอุตสาหกรรม เพื่อปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่และต้องการจำนวนต้นพืชที่มีความสม่ำสูงจำนวนมาก

 

รูปที่ 7.7 แผนภูมิแสดงการพัฒนาเป็นพืชต้นใหม่จากชิ้นส่วนพืชที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง

 

    การขยายพันธุ์พืชเป็นการเตรียมการเพาะปลูกพืชที่สำคัญจะต้องคิดวางแผน เพื่อเตรียมการล่วงหน้าก่อนการเตรียมการอื่นๆ ด้วยซ้ำไป เช่น ความคิดในเบื้องต้นว่าจะปลูกพืชอะไรดี ใช้อะไรเป็นวัสดุปลูก แล้วจึงทำการขยายพันธุ์พืชนั้นๆ ตามวิธีการที่เหมาะสมตามรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น การเตรียมวัสดุปลูกพืชอาจมีขั้นตอนการเตรียมงานหลังจากทำการขยายพันธุ์จนได้ต้นพืชใหม่มากเพียงพอแล้วแตกต่างกันตามชนิดของพืช เช่น อาจจะต้องมีการย้ายกล้าเปลี่ยนดินปลูก ให้ปุ๋ยบำรุงต้นกล้า หรือทำให้ต้นขยายพันธุ์ แข็งแรง โดยจัดให้ได้รับแสงแดด และอุณหภูมิสูงขึ้น คล้ายสภาพในแปลงปลูกจริง โดยทั่วไปแล้วหลักสำคัญในการเตรียมวัสดุปลูกพืชมี 2 ประการคือ

    1) จะต้องเตรียมจำนวนต้นพืชหรือเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกให้เพียงพอกับพื้นที่ปลูกและให้เหลือจำนวนหนึ่งไว้ปลูกซ่อมหากมีความจำเป็น

    2) จะต้องเตรียมต้นพืชหรือเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมที่จะปลูกเมื่อถึงฤดูกาลปลูก

7.6 บรรณานุกรม

นงพร สิทธิเจริญชัย. 2535. เทคนิคการขยายพันธุ์พืช ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ สงขลา. 145 หน้า.

สนั่น ขำเลิศ. 2523. หลักและวิธีการขยายพันธุ์พืช. นำอักษรการพิมพ์ กรุงเทพฯ.374 หน้า.

Hartman, H.T. and Kester, D.E. 1975. Plant Propagation : Principles and Practices. Prentice Hall New Jersey. 662 p.

Hutchinson, W.A. 1980. Plant Propagation and Cultivation. AVI Publishing Company. Connecticut. 271 p.

Wright, R.C.M. and Hort, N.D. 1973. A Handbook of Plant Propagation. Word Lock Limited London. 192 p.

<<  สารบัญ >>//<<  บทที่ 6 >>//<< บทที 8 >>