คณะทรัพยากรธรรมชาติ
หน้า PSU | หน้าหลักคณะฯ | Intranet

ชวนอ่าน ชวนฟัง สร้างพลังปัญญา

[ หน้าหลักชวนอ่านฯ | ส่งเรื่องใหม่ ] [ ลบเรื่อง ]
   ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อโฆษณาให้ซัมซุง

ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนโฆษณาให้แบรนด์ซัมซุง ถึหน้าผมจะละม้ายคล้ายคลึงกับเรน แต่ยังไง ผมก็ไม่มีเชื้อสายเกาหลีอยู่ดี
แต่ผมอยากเขียนเพราะ ซัมซุง เป็นแบรนด์ที่น่าสนใจ

ผมรู้จักอย่างจริงจังกับเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ Samsung แบรนด์สำคัญในปัจจุบันจากประเทศเกาหลีใต้ เมื่อนานกว่าสิบปีมาแล้ว สมัยนั้นผมทำงานประจำและเป็นช่วงแรกที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนอกครอบครัว เมื่ออยู่คนเดียวนานเข้า จากที่เคยเป็นคนไม่ชอบสะสมอะไร ก็เริ่มมีความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้า….เท่าที่จำเป็น

โดยทั่วไปคนที่ย้ายออกจากบ้านตัวเอง คงจะเริ่มจากการซื้อโทรทัศน์ แล้วค่อยตามมาด้วยอุปกรณ์อื่นๆ ตอนนั้นผมตัดสินใจซื้อเครื่องซักผ้า (ที่เป็นของตัวเอง) เครื่องแรกในชีวิต
การตัดสินใจซื้อเครื่องซักผ้าของคนเรา ย่อมแสดงให้เห็นความต้องการชีวิตที่สะดวกสบาย ชีวิตที่กดปุ่ม ต้องการความประหยัดทั้งเงินและเวลาในการจัดการความสะอาดของเสื้อผ้า
ค่าบริการซักอบแห้งมีราคาแพงกว่าการปั่นผ้าอาทิตย์ละครั้งแน่นอน
สมัยนั้นเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญไม่เยอะเท่าทุกวันนี้ และยี่ห้อซัมซุงน่าจะผูกขาดได้เฉพาะตลาดเครื่องซักผ้าอย่างเดียว เพราะอย่างนั้น เมื่อผมจะซื้อเครื่องซักผ้า ผมจึงเลือกซัมซุง โดยไม่ต้องคิดอย่างอื่นเลย
ผมไม่คิดจะซื้อเครื่องซักผ้ายี่ห้อเบนซ์ ฟอร์ด หรือยามาฮ่า แน่นอน
เหมือนกัน - สมัยก่อนถ้านึกถึง Toshiba ผมจะนึกถึงก็แต่หม้อหุงข้าวเท่านั้น ตอนนี้ถ้าต้องนึกถึงโตชิบา ผมจะไม่นึกถึงอะไรเลย
สมัยนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อซัมซุงไม่ค่อยจะครองใจคนไทยเท่าไร เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดของซัมซุงล้วนแต่เป็นเบอร์รองของนักใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย
เครื่องซักผ้าที่ผมซื้อในเวลานั้น ราคาของมันขาดอีกสิบบาทก็ถึงหมื่น ไม่นับว่าแพงไปกว่าเครื่องซักผ้ายี่ห้ออื่น เครื่องซักผ้าเครื่องแรกของผมใส่ผ้าลงไปแล้ว แค่กดปุ่มบางปุ่ม เครื่องซักผ้าจะคำนวณระดับน้ำที่เหมาะสมให้เอง ผมไม่ต้องคิดอะไรเองเลย
รู้สึกว่าเครื่องซักผ้าของผมเจ๋งเป็นบ้า
ทุกวันนี้เครื่องซักผ้าเครื่องนี้พังไปแล้ว แต่ก็เพิ่งจะพังเพราะตั้งแช่น้ำเมื่อตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ นี่เอง ถ้าน้ำไม่ท่วมก็ไม่ยอมพัง ไม่เคยต้องซ่อมซักที
อายุการใช้งานของมันน่าจะมากกว่าสิบปีขึ้นไป
ยืนยันอีกที, ผมไม่ใช่เซลขายเครื่องซักผ้ายี่ห้อซัมซุง

ประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่มีความเป็นมายาวนานเช่นเดียวกับหลายประเทศที่มีระบอบกษัตริย์ในอดีต การรบพุ่ง การช่วงชิง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดช่วงอายุของประเทศ ราชวงศ์สุดท้ายของเกาหลีคือราชวงศ์โซซอน เมื่อนายพลผู้หนึ่งสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แทนกษัตริย์ในราชวงศ์เดิม
ความขัดแย้งกับตะวันตกในเรื่องคริสต์ศาสนา รวมทั้งความแตกแยกภายในหมู่ขุนนาง ทำให้เกิดความอ่อนแอ
ญี่ปุ่นจึงเข้ายึดครองประเทศและล้มล้างระบอบกษัตริย์ลง
ใช่ว่าการปกครองโดยญี่ปุ่นจะสร้างแต่ความย่ำแย่ให้เท่านั้น นอกจากโศกนาฏกรรมเรื่องหญิงบำเรอในช่วงยุคสงคราม การรีดไถภาษี การใช้แรงงานทาสในเหมืองแร่ ญี่ปุ่นก็ได้สร้างการคมนาคมที่สำคัญให้เกาหลีอย่างมาก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการค้าของญี่ปุ่น
ก็ต้องเป็นแบบนั้นแน่ล่ะ

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามาจัดการชิ้นปลามันทั้งหมดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความหวาดระแวงภัยเรื่องการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็นำมาซึ่งการแบ่งประเทศเกาหลีเป็นเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ซึ่งต่อมาก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มืดมนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลกของเรา
แต่ในอดีต สองประเทศนี้ไม่แตกต่างกันเท่าไร
เกาหลีใต้เคยอยู่ภายใต้การปกครองที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาเรื่องยาเสพย์ติดระบาดไปทั่วประเทศ การพัฒนาตัวเองอย่างแรกๆ ของเกาหลีใต้ก็คือ นโยบายที่ทำให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยากถึงยากมาก
ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้เน้นที่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์

ต่อมาไม่นาน จำนวนโรงงานอุตสาหกรรมก็มากขึ้น การส่งออกก็มากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันกับผู้อื่นก็เกิดมีมากขึ้น ในช่วงปี 1990 ประเทศที่เคยเกือบจะถูกญี่ปุ่นกลืนชาติไปแล้ว กลายเป็นประเทศผู้ค้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เมด อิน ไต้หวัน
ราคาถูกกว่า แต่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับของราคาสูง
ครั้งหนึ่ง สินค้า เมด อิน เจแปน ก็เคยหมายถึงสินค้าที่ด้อยคุณภาพ
คอมพิวเตอร์เครื่องแรกๆ ของผม ทั้งที่ซื้อมือสอง และที่สั่งประกอบ เมื่อเปิดดูภายในเคส อุปกรณ์ภายในมากกว่าครึ่งหนึ่งประทับข้อความว่า เมด อิน ไต้หวัน ตั้งแต่แรมจนถึงฮาร์ดดิสก์ ตลาดวิดีโอเกมยุคหนึ่งนิยมสินค้าก็อปปี้จากไต้หวัน รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ต่างจากสินค้าก็อปปี้ของจีนเวลานี้
เมื่อคัดลอกไปสักระยะหนึ่ง ก็จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง
แต่แตกต่างจากประเทศไทย ตรงที่เราก็อปปี้เฉพาะเครื่องหมายการค้า เราไม่ชอบก็อปปี้เทคโนโลยี เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม – แค่ขายข้าว เราก็รวยเละแล้วน่า
ฮวน เอนริเกซ์ บันทึกไว้ในหนังสือ เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ ว่า การแข่งขันในตลาดโลกจำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า สิทธิบัตร ในปี 1998 สำนักงานสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาคงทำงานอย่างหนัก เพราะพวกเขาต้องอนุมัติการออกสิทธิบัตรให้แก่บริษัทในเกาหลีมากถึง 3362 สิทธิบัตรทีเดียว
สงสัยเป็นผลพวงจากการเน้นหนักเรื่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์
สติปัญญาเท่านั้นที่ทำให้เกิดความสามารถหรือความฉลาดมากพอที่จะมีโอกาสได้รับสิทธิบัตร นักผลิตโดยทั่วไปไม่มีค่าพอที่จะได้รับสิทธิบัตรแต่อย่างใด
ในช่วงสามสิบปีจนถึงปี 1990 ค่าแรงของชาวเกาหลีเพิ่มมากขึ้นถึง 9 เท่าตัว
วันนี้เกาหลีมีบริษัทอย่างซัมซุง บริษัทที่เป็นผู้นำในเรื่องดิจิตอลและมีเดีย เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำและการเชื่อมต่อระบบ บริษัทที่ก่อตั้งที่เมืองแตกูด้วยเงินแค่สามหมื่นวอน
บริษัทที่ทำธุรกิจขนส่งปลาแห้ง ผัก ผลไม้ ไปยังแคว้นแมนจูเรียและปักกิ่ง .

วันที่ 1 มีนาคม 1938 เบือง ชุล ลี เริ่มธุรกิจของเขาด้วยเงินสามหมื่นวอน ในชื่อซัมซุง ที่แปลว่า สามดาว บริษัทที่จะมีก็มีแต่เครื่องจักรสำหรับโม่แป้งทำขนมทั้งหมดแค่สี่เครื่อง กับมีแผนกผลิตและขายเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกัน ทั้งหมดนี้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่ารากฐานของบริษัท

20 ปีต่อมา เขาลงทุนซื้อบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับประกันภัย อีกสิบสองปีต่อมา 1970 บริษัทซัมซุง-ซันโย ผลิตโทรทัศน์ขาวดำรุ่นโมเดล พี-3202
ในช่วงยุค 1970 นี้ เช่นเดียวกับบริษัทการค้าในโลกยุคเก่าทั่วไป ที่มักจะแตกตัวเองเข้าไปในธุรกิจที่น่าสนใจทุกแขนง ซัมซุงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทั้งอุตสาหกรรมหนัก เคมี ปิโตรเคมี
แต่การเติบโตที่สำคัญเกิดจากการความเฟื่องฟูของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เมื่อถึงปี 1978 ซัมซุงผลิตโทรทัศน์ขาวดำได้ครบสี่ล้านเครื่อง ถือว่าเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์ขาวดำจำนวนมากที่สุดในโลก
ความมุ่งมั่นในธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้ก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาขึ้นมา เมื่อ เบือง ชุล ลี ผู้ก่อตั้งซัมซุงเสียชีวิตลง หลังบริหารงานมานานถึง 50 ปี คุน ฮี ลี ลูกชายของเขาได้เข้าทำงานในตำแหน่งประธานแทน ช่วงเวลานี้เองที่บริษัทถูกวางเป้าหมายให้เป็นบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหนึ่งในห้าอันดับของโลก
เมื่อถึงปี 1997 ซัมซุงกลายเป็นผู้สนับสนุนกีฬาโอลิมปิกทั่วโลก ประเภทการสื่อสารไร้สาย อีกหนึ่งปีต่อมาก็เริ่มผลิตดิจิตัลทีวี เป็นผู้ผลิตดิจิตัลทีวีเจ้าแรกของโลก

ผมไม่ได้เป็นเซลขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของซัมซุง :)
แต่ผมเริ่มสนใจซัมซุงอีกครั้ง เมื่ออ่านพบว่าผู้บริหารของซัมซุงประกาศว่า บริษัทภายใต้การนำของเขาจะชนะโซนี่ได้ภายในห้าปี โซนี่เป็นบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ายอดนิยมของคนไทย ในยุคหนึ่ง ไม่ว่าจะพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทใดก็ตาม จะต้องเป็นยี่ห้อโซนี่เท่านั้นจึงจะดีที่สุด ในช่วงหลังโซนี่ยังเกือบจะเป็นผู้นำทางด้านกล้องดิจิตัลคอมแพค แต่ความนิยมไม่บันยะบันยังแบบนี้ ทำให้ราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าของโซนี่ค่อนข้างสูง และซัมซุงแทรกตัวเองเข้ามาด้วยราคาถูกกว่า อรรถประโยชน์เท่าเทียมหรือมากยิ่งกว่า
ทุกวันนี้คู่แข่งของซัมซุงไม่ใช่โซนี่ แต่เป็น แอปเปิ้ล มองอีกนัยก็คือเกาหลีใต้ชนะญี่ปุ่น
โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสองยี่ห้อที่คนไทยเพรียกหากันตามเว็บบอร์ดต่างๆ ทุกวันนี้ คือ ไอโฟน กับ ซัมซุง กาแล็กซี่ รุ่นที่ตามด้วยรหัส เอส ตามหลัง ไอโฟนจะไฮเทคและสร้างความสะดวกสบายอย่างไรก็ตาม แต่ฝ่ายหลังนี้ สร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยการออกแบบโทรศัพท์มือถือให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานซึ่งเป็นมนุษย์ให้มากที่สุด โฆษณาว่าระบบสามารถจำหน้าของเพื่อนเราที่อยู่ในเฟซบุ๊กได้ แค่หยิบขึ้นมาแนบหูมันก็โทรออกเอง
แค่ได้ยินก็ตื่นเต้นแล้ว
แต่ทำไม ซัมซุง กลายเป็นสินค้าเกรดเอขนาดนี้ ทั้งที่ครั้งหนึ่งซัมซุงเป็นได้แค่สินค้าเกรดต่ำ

วัฒนธรรมเค-ป็อปที่ครองใจคนไทยมีส่วนอยู่ไม่มากก็น้อย ธุรกิจความบันเทิงเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่หลายประเทศเฝ้ามองอย่างหวาดระแวง แม้หวาดระแวงแค่ไหนก็ไม่เคยต้านทานได้ เพราะผลประโยชน์จากธุรกิจบันเทิงมีอยู่เยอะ เมื่อวัฒนธรรมเค-ป็อปเข้ามาบ้านเรา ความเป็นเกาหลีก็เข้ามาบ้านเรา นักร้องเค-ป็อปดูดี สินค้าเกาหลีก็กลายเป็นดูดี วัยรุ่นไทยคลั่งไคล้วงดนตรีจากเกาหลี คนไทยวัยทำงานก็ดูหนัง ดูซีรีส์จากเกาหลี ความเป็นเกาหลีดูดี สินค้าจากเกาหลีก็ดูดีไปด้วย
การเดินถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุง จึงไม่ใช่การใช้สินค้าเกรดต่ำอีกต่อไป

ผมไม่ใช่คนที่คลั่งวัฒนธรรมเค-ป็อป
ผมมักคิดเสมอว่าวงเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีบางวงมีจำนวนสมาชิกเยอะเกินไป ไม่ใช่เยอะธรรมดา แต่เยอะจนผมจดจำชื่อนามสกุลได้ไม่หมด เห็นได้ชัดว่าผมขาดความสามารถที่จะแยกแยะได้ว่าคนไหนภายในวงเป็นคนไหน เพราะเมื่ออยู่รวมกัน เค้าโครงหน้า ความขาว ความผอมของทุกคนดูไม่แตกต่างกันเท่าไร และสร้างความหงุดหงิดใจให้ผม
แต่ถ้าเป็น 25 คนของ เอบิสึ มัสต์ แคทส์ - ไม่เป็นไร ผมทำใจได้
แม้อย่างนั้น ผมยังชอบดูหนังเกาหลีเป็นบางเรื่อง มีหนังเกาหลีเรื่องโปรดที่ผมชอบมากเช่นกัน เช่น Old Boy (ผมไม่สามารถจำชื่อนักแสดงหนังเรื่องนี้ได้ แต่จำชื่อผู้กำกับหนังเรื่องนี้ได้) แต่การชอบหนังเกาหลี ดูหนังเกาหลี ไม่เห็นจะเกี่ยวกับความชื่นชมในแบรนด์ซัมซุงของผมตรงไหน ผมชอบแบรนด์ซัมซุงตรงที่สินค้าส่วนใหญ่มีราคาถูก และให้ประโยชน์มากกว่า และการตอบโจทย์ให้ผู้บริโภคของซัมซุง
เรื่องนี้ควรเป็นเรื่องที่มีมาที่ไป

กล่าวกันว่า วันหนึ่ง เบือง ชุล ลี ผู้ก่อตั้งบริษัทซัมซุงได้เรียก คุน ฮี ลี เข้าไปพบ แล้วหยิบพู่กันมาเขียนคำว่า จงรับฟัง ลงในกระดาษเพื่อเป็นการสั่งสอนลูกชายที่จะเป็นประธานบริษัทคนต่อไป จากนั้นเป็นต้นมา คุน ฮี ลี กลายเป็นคนที่รับฟังแม้กับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ทุกครั้งที่เขาฟัง เขาจะคิด และถามคำถามว่า ‘ทำไม’ เสมอ ทุกหนึ่งหัวเรื่อง คุน ฮี ลี จะตั้งคำถามว่า ทำไม มากถึง 6 ทำไมด้วยกัน
ยิ่งตั้งคำถามมาก คำตอบยิ่งมาก เมื่อคำตอบยิ่งมีมาก ความรู้ยิ่งมาก เมื่อความรู้ยิ่งมาก ย่อมกลับไปตอบคำถามที่เคยถามไปแล้วได้มาก อาจเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาบริษัทจัดส่งปลาแห้ง ผัก และผลไม้ ให้กลายเป็นบริษัทเกี่ยวกับดิจิตัลชั้นนำของโลก
นั่นคือการรับฟัง และตั้งคำถามถึงหัวเรื่องละ 6 ทำไม

ที่มา: http://www.tuaytoon.com/story.php?type=N&id=112
  จาก : ไมเคิ้ล เลียไฮ.....สมหมายเอามาเล่าต่อ - [15 July 2019 - 16:26:08]


[ กลับหน้าหลักชวนอ่านฯ ]


สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2548 คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
 ถนนกาญจนวณิชย์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90112  โทรศัพท์ 074-558802 โทรสาร 074-558803
  http://www.natres.psu.ac.th  สำหรับคำแนะนำ email: chanyar.p@psu.ac.th