บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
ประจำวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2537
 
เรื่อง หลักสุขาภิบาลในการเลี้ยงแพะ
 

รศ.น.สพ.สุรพล ชลดำรงค์กุล ผู้เขียน
นางดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ ผู้ดำเนินรายการ
 

          นักวิชาการและนักพัฒนาหลายท่าน ได้เคยประเมินศักยภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในภาคใต้ของประเทศไทยว่ามีความ พยายามใน การพัฒนาวิธีการและรูปแบบการเลี้ยงสัตว์น้อยกว่าเกษตรกรในภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ซึ่งคำกล่าวประเด็นนี้มีความเป็นจริงอยู่หลายส่วน เมื่อวิเคราะห์กันถึงสาเหตุ พบว่าการที่เกษตรกรทางภาคใต้มีอาชีพปลักที่เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ คือ ยางพาราซึ่งสามารถผลิตรายได้ให้กับเกษตรอย่างเป็นกอบเป็นกำ และปัญหาที่เกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยของสัตว์เนื่องจากความชุกชุมของโรค แมลง และพยาธิต่าง ๆ ที่บั่นทอนและรบกวนสัตว์จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จำเป็นจะต้องทุ่มเท เอาในใส่สัตว์อันเป็นการสิ้นเปลืองเวลามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกพืช ซึ่งสาเหตุทั้ง 2 ประการนี้เอง เพียงพอที่จะทำให้เกษตรกรหมดกำลังใจที่ที่จะลงทุนในการเลี้ยงสัตว์แต่แพะซึ่งถือว่า เป็นสัตว์พื้นบ้านขของภาคใต้ เช่นเดียวกับไก่บ้านซึ่งเป็นสัตว์พื้นบ้าน ซึ่งเป็นสัตว์พื้นบ้านของเกษตรทั่วทุกภาคของประเทศ น่าจะอยู่นอกเหนือปัญหาดังกล่าวแพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายไม่ต้องการเอาใจใส่ดูแลมามายนัก เพียงแต่เรามีความเข้าใจในธรรมชาติ พฤติกรรม และความต้องการในด้านต่าง ๆ ของแพะ และนำหลักวิชาการบางอย่างบางประการ เข้ามาจัดการการเลี้ยงอีกเพียงเล็กน้อย ในลักษณะของการพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพียงเท่านี้แพะที่เคยมีอัตราการรอดต่ำ โตช้า อ่อนแอ เลี้ยงไว้แล้วพบเจอแต่ปัญหาก็จะกลายเป็นแพะที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ลูกดก ไม่สร้างปัญหาอีกต่อไป
 
          หลักการจัดการประการหนึ่งซึ่งผู้เลี้ยงแพะจะต้องมีความเข้าในก็คือ หลักการสุขาภิบาลการเลี้ยงแพะเพื่อให้แพะมีสุขภาพดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งการจัดการดังที่จะกล่าวนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่อาศัยเพียงความเข้าในในความ ต้องการของแพะเท่านั้น และเป็นหลักการจัดการ ที่ไม่ต้องอาศัยการลงทุนเพิ่มเติมมากมายนักแต่ผลที่ได้นับว่าคุ้มค่าที่จะทำเพราะ เป็นหลักการที่เข้าทำนองที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" นั่นเอง
 
        หลักสุขาภิบาลการเลี้ยงแพะ
          แพะจะมีสุขภาพดี แข็งแรง โตเร็ว ไม่ป่วยหรือตายง่าย ๆ ก็ด้วยหลักการจัดการ 3 ประการคือ
          1.การคัดเลือกพันธุ์ที่ดี โครงร่างใหญ่ เติบโตเร็ว เลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และทนทานต่อโรค และพยาธิ ไม่มีความพิการแฝงอยู่ในกรรมพันธุ์ แพะพื้นเมืองทางภาคใต้ของไทยมีคุณสมบัติดังกล่าวอยู่เกือบครบ ยกเว้นเพียงโครงร่างที่ยังมีขนาดเล็กและการเจริญเติบโตที่อาจจะยงช้าอยู่ มีรายงานจากทดลองพบว่าแพะพื้นเมืองเพศผู้และเพศเมีย มีอัตราการเจริญเติบโตเพียงวันละ 49 และ39 กรัมต่อวัน ตามลำดับเท่านั้น ในขณะที่แพะลูกผสมพื้นเมืองกับพันธุ์แองโกลนูเบียน 50 % เติบโตได้ถึงวันละ 80-120 กรัมต่อวัน โดยที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศ และโรคพยาธิต่าง ๆ ไม่ต่างจากแพะพื้นเมืองเลย
 
          2.การจัดการการเลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะ การจัดสร้างโรงเรือนยกพื้นสูงเพื่อหลีกเลี่ยงความชื้นการจัดการแปลงหญ้าด้วยระบบหมุนเวียน การให้อาหารที่มีคุณค่าเพียงพอแก่ความต้องการของแพะในอายุต่าง ๆ การใช้อาหารข้นเสริมในบางโอกาส เช่น ในช่วงแพะตั้งท้องต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยให้แพะมีสุขภาพดี แข็งแรง เติบโตเร็วและไม่เจ็บป่วย
 
          3.การจัดการป้องกันโรคที่ดี การจัดการแยกขังสัตว์ป่วยไว้รักษาการกักกันแพะที่มาใหม่การตัดวงจรการติดต่อของเชื้อโรค การใช้วัคซีนป้องกันโรค การใช้ยากำจัดพยาธิภายนอกและพยาธิภายใน การรู้จักใช้ยาฆ่าเชื้อโรคที่เหมาะสมในบางโอกาสที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แนวทางทั้งหมดนี้สามารถป้องกันมิให้แพะเจ็บป่วยและเป็นโรคได้อย่างแน่นอน
 
         หลักการทั้ง 3 ประการ ไม่ยุ่งยากวุ่นวายหรือ สูญเสียเวลามากมายอย่างที่มีบางคนเกรงกันเป็นหลักการที่อาศัยเพียงความใส่ใจ และสนใจจะนำไปปฎิบัติเท่านั้น
 
        ก่อนที่เกษตรกรจะใช้วิธีการจัดการทางสุขาภิบาลไปใช้ป้องกันโรคนั้น ความรู้ความเข้าในประการหนึ่งซึ่งเกษตรกรจะต้องมีคือความรู้เรื่องของโรคที่สำคัญว่า มีสาเหตุอย่างไร มีวงจรการติดต่อเข้าสู่ตัวแพะได้อย่างไร มีอาการแสดงออกอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะรู้และเมื่อรู้แล้วจะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
 
         โรคและพยาธิในแพะและการป้องกันรักษา
         1. โรคที่มีสาเหตุจากพยาธิหรือตัวเบียน เป็นโรคที่สำคัญที่สุดที่ทำลายพื้นฐานสุขภาพของแพะ ทำให้แพะอ่อนแอและเป็นโรคอื่น ๆ ตามมาคือ
 
   1.1 โรคพยาธิภายใน ที่สำคัญ ได้แก่ พยาธิภายในกระเพาะอาหาร และลำไส้ (GInematode) ยกตัวอย่าง เช่น
          - พยาธิตัวกลมชนิดต่าง ๆ ได้แก่ พยาธิฮีมอนคุส ซึ่งอยู่ในกระเพาะเปรี้ยว
          - พยาธิเส้นด้าย ได้แก่ พยาธิสตรองกายลอยเดส ในลำไส้เล็ก
          - พยาธิแส้ม้า ในไส้ตันของแพะ 
          - พยาธิตัวตืด ได้แก่ พยาธิโมนีเซีย ในลำไส้เล็ก 
          - โปรโตซัวเชื้อบิด ในลำไส้ใหญ่
 
         อาการของแพะที่มีพยาธิเหล่านี้อยู่จะแสดงอาการซึม ซีด เบื่ออาหาร อาจมีอาการท้องเสีย เรื้อรัง แพะจะผอมลงเรื่อย ๆ บวมน้ำบางแห่ง เช่นใต้คาง ใต้ท้อง และในที่สุดจะตายโดยอาการขาดอาหาร ส่วนโปรโตซัวเชื้อบิดนั้นอาจพบอาการอุจจาระปนมูกเลือดด้วย 
 
          การวินิจฉัยให้ทราบว่าแพะมีพยาธิภาย โดยดูจากอาการและถ้าให้แน่นอน ก็คือ  เอาอุจจาระมาตรวจดูไข่พยาธิด้วยกล้องจุลทรรศน์ 
         ในบรรดาพยาธิที่กล่าวมานับว่า พยาธิตัวตืดเป็นอันตรายกับแพะอายุน้อย ๆ ( 1-5 เดือน ) มากที่สุด แต่ความรุนแรงจะลดลงเมื่อแพะอายุมากขึ้น ส่วนแพะอายุมากพยาธิตัวกลมและพยาธิแส้ม้านับว่าเป็นปัญหามา รองลงไปคือพยาธิเส้นด้าย ส่วนโปรโตซัวเชื้อบิดจะเป็นินตรายก็ต่อเมื่อพบมีเป็น่จำนวนมากในลำไส้เท่านั้น
 
           การรักษาสำหรับพยาธิตัวกลมและพยาธิเส้นด้าย มีวงจรชีวิตคล้ายกันโดยเป็นแบบตรงไปตรงมา แพะติดพยาธินี้โดยกินตัวอ่อนตามใบหญ้าที่เจริญเติบโตจากไข่พยาธิในอุจจาระของแพะดังนั้น เมื่อทราบว่าแพะมีพยาธิชนิดนี้อยู่ก็ให้ใช้ยาถ่ายพยาธิ เช่น ลีวามิโซล อัลเบนดาโซล อ๊อกเฟนดาโซล เฟนเบนดาโซล ไอโวเม็ก เป็นต้น และให้ควบคุมโดยการใช้ทุ่งหญ้าหมุนเวียน
 
          การใช้ทุ่งหญ้าแบบหมุนเวียน หมายถึง การปล่อยให้แพะลงแทะเล็มหญ้าในแปลงหญ้าที่จัดแบ่งเป็นแปลงย่อย ๆ ทีละแปลง โดยกำหนดเวลาให้แทะเล็มแปลงละไม่เกิน 30 วัน ถ้าแปลงหญ้ามีคุณภาพปานกลางสามารถปล่อยแพะจำนวน 20 ตัว ต่อพื้นที่ 1 ไร่ หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ในลักษณะเช่นนี้ ควรมีแปลงหญ้าอย่างน้อย 3 แปลงย่อยในการหมุนเวียน เพื่อให้แปลงหญ้าแต่ละแปลงมีโอกาสได้พักให้พยาธิตายอย่างน้อย 60 วัน
 
          สำหรับพยาธิตัวตืดให้ใช้ยา นิโคลซาไมด์ หรืออัลเบนดาโซล ส่วนการควบคุมเนื่องจากพยาธินี้มีตัวนำกึ่งกลางเป็นตัวหม้อ ซึ่งเป็นพยาธิภายนอกชนิดหนึ่งมี 8 ขา ตัวเล็กมากอาศัยอยู่ตามผิวหนังของแพะและทำให้เกิดอาการขี้เรื้อน ดังนั้นจึงต้องควบคุมโดยการกำจัดตัวหมัดด้วย
 
          ส่วนโปรโตซัวเชื้อบิด แต่เดิมเราเคยใช้ยาซัลฟาในการักษาแต่จากรายงานล่าสุด ได้ทดลองยืนยันว่า ยาซัลฟาไม่ให้ผลในการรักษา แต่อย่างใด ต้องใช้ยาไบค๊อก ซึ่งเป็นยารักษาบิดในไก่ จึงจะได้ผลและถ้าจะควบคุมก็ต้องใช้ระบบแปลงหญ้าหมุนเวียนจะดีที่สุด
 
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14 แฟกซ์ (074) 558803

สถานีวิทยุ ม.อ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999