บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
ประจำวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2543
 
เรื่อง มะคาเดเมีย
 

นางดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ นักวิชาการเกษตร 6
คณะทรัพยากรธรรมชาติ ผู้เขียน/ ผู้ดำเนินรายการ
 

เริ่มรายการ เพลงบรรเลง (เปิดเพลงดอกไม้ให้คุณ เริ่มจากไตเติ้ลจนถึงขอมอบดอกไม้ในสวน..จากนั้นลดเสียงเพลงลงให้คลอเบาๆ )
 
ผู้ดำเนินรายการ  สวัสดีค่ะคุณผู้ฟังที่รักทุกท่านค่ะ พบกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตร จากคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กันอีกครั้งนะคะ สำหรับวันนี้ดิฉันดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ ขอเสนอเรื่อง มะคาเดเมีย ค่ะ
 
  ในอนาคต "มะคาเดเมีย" กำลังจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยไม่อาจมองข้ามได้นะคะ มะคาเดเมียมีความสำคัญอย่างไร วันนี้รายการสาระความรู้ทางการเกษตรมีข้อมูลมานำเสนอต่อ "มะคาเดเมียนัท" เป็นถั่วที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว เพราะมีรสชาติอร่อยที่สุดและมีราคาแพงที่สุดในโลก นอกจากนั้นมะคาเดเมียยังจัดเป็นถั่วที่อุดมไปด้วยวิตามินมากมาย และที่สำคัญเต็มไปด้วยน้ำมันพืชไม่อิ่มตัว ซึ่งน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวมีคุณสมบัติที่ดี คือ ช่วยลดคอเลสเตอรอลให้แก่ร่างกายค่ะ
 
  ตามรายงานที่พบซึ่งเขียนโดย "ดำเกิง ชาลีจันทร์"สรุปได้ว่า "มะคาเดเมีย"เป็นพืชที่มีพื้นเพดั้งเดิมอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ได้ถูกนำเข้ามาประเทศสหรัฐอเมริกาในรัฐฮาวายเพื่อค้นคว้าและพัฒนาสู่ภาค อุตสาหกรรมจนกลายเป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่มีความสำคัญของ โลกอยู่ในขณะนี้ ค่ะ
 
  หลังจากนั้นทางฮาวายทำการคัดพันธุ์เพื่อปลูกเป็นการค้าในเชิงอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478-2496 รวมประมาณ 18 ปี ต่อมาทางองค์การยูซอมประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งเมล็ดพันธุ์มะคะเดเมียชนิดผลเปลือกเรียบ จำนวนหนึ่งมาให้แก่กรมกสิกรรม(กรมวิชาการเกษตรในปัจจุบัน)เมื่อ พ.ศ. 2496 เพื่อทดลองปลูก จุดนี้นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มแรกของการปลูกและศึกษาเกี่ยวกับมะคะเดเมียในประเทศไทยค่ะ
 
  คุณภูมิพันธุ์ คูสกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ของไร่ธนลาภ อยู่ที่บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 6 กม. 36 ถนนห้วยสนามทราย-กกกระท้อน ต.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ โทร. 01-4825329 เป็นภาคเอกชนรายหนึ่งที่เริ่มปลูกมะคาเดเมียเป็นอาชีพให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางไร่ธนลาภได้รับการส่งเสริมการปลูกมะคะเดเมียจากสถานีทดลองที่สูงภูเรือ โดยทางสถานีนำพันธุ์มาให้ปลูกเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ปลูกทั้งหมด 5,000 ต้น บนเนื้อที่ 200 ไร่ จากพื้นที่ที่มีทั้งหมด 400 ไร่ และในปัจจุบันมีภาคเอกชนรายใหญ่หลายรายที่หันมาปลูกมะคาเดเมีย เช่น เอกชนรายหนึ่งใน จ.เชียงราย ปลูกอยู่หมื่นต้น ไร่บุญรอดบริเวอรี่ 3,000 ต้น ที่ภูเรือ จ.เลย ของคุณหมอชัยยุทธปลูกหมื่นกว่าต้น เจพีแอลปลูก 2,000 กว่าต้น และโครงการแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงใหม่ ก็มีปลูกกันมากเช่นเดียวกัน ค่ะ
 
  สาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนหลายรายหันมาสนใจปลูก "มะคาเดเมีย" ก็เพราะมะคาเดเมียเป็นพืชที่ตลาดทั่วโลกมีความต้องการสูง ไม่มีการล้นตลาด มีราคาเป็นมาตรฐานสากลไม่เหมือนพืชเศรษฐกิจตัวอื่นที่มีราคาขึ้น-ลงไม่แน่นอน และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เป็นพืชชนิดเดียวที่ไม่ถูกกีดกันทางการค้าจากองค์การค้าโลกหรือ WTO
 
  ประเทศผู้ผลิตมะคาเดเมียรายใหญ่ที่มีการปลูกกันมาก ได้แก่ สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สำหรับตลาดรับซื้อมะคาเดเมียมีอยู่ทั่วโลก ที่ใกล้ไทยที่สุดและเป็นตลาดใหญ่ที่สุด คือ ประเทศญี่ปุ่น และจีน ทั้งนี้เพราะประเทศจีนมีปัญหาในเรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศ จึงไม่สามารถปลูกมะคาเดเมียได้ แต่ความต้องการของจีนก็มีมาก ดังนั้น มะคาเดเมียที่มีในจีนจึงเป็นการสั่งนำเข้าทั้งหมด ซึ่งหากไทยสามารถผลิตมะคาเดเมียได้ในปริมาณที่มากพอส่งออกได้ประเทศจีนกับญี่ปุ่น คือ แหล่งตลาดรับซื้อแหล่งใหญ่ที่สุด และประเทศไทยสามารถแบ่งสัดส่วนทางการตลาดมาจากทางอเมริกาและออสเตรเลีย ได้อย่างแน่นอนเพราะประเทศไทยจะได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนที่ต่ำกว่าและระยะทาง ในการขนส่งที่ใกล้กว่า ค่ะ
 
  การปลูกมะคาเดเมีย มีรายงานว่า มะคาเดเมียเป็นพืชที่ชอบความเย็น ดังนั้นพื้นที่ในการปลูกมะคาเดเมียที่เหมาะสมควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป และควรมีแหล่งน้ำเพียงพอ ทั้งนี้เนื่องจากมะคะเดเมียเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก คือ มีความต้องการน้ำเฉลี่ย 15 ลิตร ต่อต้นต่อวันค่ะ
 
  มะคาเดเมียจะให้ผลผลิตได้ดีเมื่อมีอายุต้นประมาณ 10 ปีขึ้นไป และสามารถเก็บต่อเนื่องได้จนถึงอายุ 100-125 ปี มะคาเดเมียให้ผลผลิตเฉลี่ย 10 กิโลกรัมต่อต้น ให้ผลผลิตสูงสุดประมาณ 30 กิโลกรัม/ต้น พื้นที่ 1 ไร่สามารถปลูกมะคาเดเมียได้ 30 ต้น ค่ะ
 
  สำหรับพันธุ์มะคะเดเมียที่นิยมปลูก และเป็นพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรรับรองพันธุ์ได้แก่ มะคาเดเมียพันธุ์ 660 และ 741 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ 800, 344 และ 508 ค่ะ
 
  ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะคาเดเมียนั้นในต่างประเทศนิยมใช้รถหรือเครื่องมือทุ่นแรงไปเขย่าต้น เพื่อให้ผลร่วง แล้วจะใช้รถอีกคันเข้ามาดูดเก็บผลของมะคาเดเมียเข้าเครื่องเพื่อนำไปส่งโรงงาน แต่ในประเทศไทยการนำเทคโนโลยีอย่างต่างประเทศนั้นคงอีกนาน ทั้งนี้เพราะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก ประกอบกับค่าแรงงานในไทยยังถูกอยู่ ดังนั้นการจ้างแรงงานคนมาเขย่าต้นให้ผลร่วงแล้วเก็บผลมะคาเดเมียทำให้ง่ายและประหยัด กว่ากันมากค่ะ
 
  วิธีการแปรรูปมะคาเดเมีย เท่าที่สำรวจจากรายงานต่างๆ มีคำแนะนำดังนี้ค่ะ ประการแรก คือต้องเอาเปลือกที่หุ้มเมล็ดมะคาเดเมียอยู่ออกให้หมด วิธีการคือนำผลมะคาเดเมียไปอบด้วยความร้อน 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 วัน และอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อีก 2 วัน จะทำให้เปลือกผลมะคาเดเมียร่อน จากนั้นให้นำผลมะคาเดเมียที่อบแล้วไปผ่านเครื่องกะเทาะเปลือก จากนั้นจึงนำไปคัดคุณภาพ โดยวิธีการนี้จะได้เมล็ดมะคาเดเมียดิบที่มีคุณภาพ มะคาเดเมียที่คัดแล้วแต่ละเกรดสามารถส่งโรงงานแปรรูปได้เลย แต่ถ้าจะให้ได้เมล็ดมะคาเดเมียสุกก็จะต้องอบต่ออีก 3 วัน โดยใช้อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ค่ะ
 
  สนราคาของผลผลิตมะคาเดเมียแปรรูปแล้วในปัจจุบัน เกรด 1 มีราคาประมาณ 450 บาท/กิโลกรัม เกรด 2 ราคา 400 บาท/กิโลกรัม เกรดต่ำสุดราคา 200 บาท /กิโลกรัม ซึ่งมะคาเดเมียเกรดต่ำสุดนิยมเอาไปทำคุกกี้ ค่ะ
 
  วิธีการขยายพันธุ์มะคาเดเมียเพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามพันธุ์ ที่นิยมใช้ที่สุด คือ การ"เสียบยอด" ค่ะ
 
  คุณดำเกิง ชาลีจันทร์ นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องมะคาเดเมียสรุปไว้ว่า สภาพตลาดของมะคาเดเมียในบรรรดาพวกพืชเคี้ยวมันทั้งหมดยังมีค่าน้อยมาก คือ มีเพียง 3 % ของอัตราส่วนด้านมูลค่าและปริมาณ ในขณะที่ถั่วอัลมอนด์อยู่ในอันดับหนึ่งหรือประมาณ 45-48 % นอกจากนี้ยังมีประชากรของโลกอีกมากที่ยังไม่รู้จักรับประทานมะคาเดเมียอย่างทวีป ยุโรปทั้งทวีป ส่วนประเทศใหญ่ ๆ เช่น จีน และ แคนาดา ยังเป็นแหล่งที่จะระบายผลผลิตแปรรูปออกไปขายได้ โดยเชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมกันจริงๆ โอกาสที่จะขยายปริมาณการผลิตยังมีอยู่อีกมากและมะคาเดเมียอาจจะเป็นพืชเกษตรอุตสาหกรรมตัว ใหม่ของประเทศไทยที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้างสรรค์ให้กับสินค้าทาง การเกษตรและทำรายได้ให้กับประเทศไทยได้อย่างงดงามในอนาคตอันใกล้นี้ ค่ะ
 
  คุณผู้ฟังที่รักค่ะ หากคุณผู้ฟังต้องการได้รายละเอียดเกี่ยวกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ หรือมีปัญหาทางการเกษตรต้องการคำปรีกษา แนะนำ หรือต้องการให้คำแนะนำ ติชม แก่ทางรายการฯก็ตามนะคะ ขอเชิญติดต่อเข้ามาได้ค่ะ ทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์นะคะ ทางจดหมายจ่าหน้าซองถึงดิฉันดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ รหัสไปรษณีย์ 90112 ส่วนทางโทรศัพท์กรุณาติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ (074)-211030-19 ต่อ 2370 ต่อ 14 หรือ (074)212849 ต่อ 2370 ต่อ 14 ในวันและเวลาราชการค่ะ
 
  วันนี้เวลาของรายการสาระความรู้ทางการเกษตรหมดลงอีกแล้วนะคะ คุณผู้ฟังจะติดตามรับฟังรายการสาระความรู้ทางการเกษตรได้ใหม่ ณ สถานีวิทยุมอ. เอฟเอ็ม แปดสิบแปดเม็กกะเฮิร์กซ์ ทุกวันจันทร์เวลาประมาณ สิบห้านาฬิกาสี่สิบห้านาที สำหรับวันนี้ดิฉันขอลาคุณผู้ฟังไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ
 
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14 แฟกซ์ (074) 558803

สถานีวิทยุมอ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999