บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
ประจำวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2544
 
เรื่อง กะหล่ำปลี

 

ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ นักวิชาการเกษตร 6 
คณะทรัพยากรธรรมชาติ ผู้เขียน 
ศรีนรา แมเร๊าะ ผู้ดำเนินรายการ
 

เริ่มรายการ  เพลงบรรเลง (เปิดเพลงดอกไม้ให้คุณ เริ่มจากไตเติ้ลจนถึงขอมอบดอกไม้ในสวน.. 
จากนั้นลดเสียงเพลงลงให้คลอเบาๆ)
 
ผู้ดำเนินรายการ  สวัสดีค่ะคุณผู้ฟังที่รักทุกท่านคะ พบกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตร จากคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กันอีกครั้งนะคะ สำหรับวันนี้ขอเสนอเรื่อง กะหล่ำปลี ค่ะ
 
  หากดิฉันพูดถึง "กะหล่ำปลี" เชื่อว่าทุกคนคงเคยรับประทานและรู้จักรสชาติของผักกะหล่ำปลีกันดีนะคะ เพราะกะหล่ำปลีมีประโยชน์ต่อผู้รับประทาน เนื่องจากให้คุณค่าทางอาหารสูง สามารถรับประทานได้ทั้งดิบและสุก กะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูง และยังมีสารต้านการก่อมะเร็งอีกด้วยค่ะ โดยส่วนมากแล้ว กะหล่ำปลีเป็นผักที่คนทั่วไปนิยมบริโภคเป็นผักสด เพราะวิตามินซีที่มีมากในผักกะหล่ำปลีจะสูญเสียไป หากกะหล่ำปลีถูกความร้อนค่ะ
 
  กะหล่ำปลีมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น กะหล่ำปลีเขียว กะหล่ำปลีแดงหรือม่วง และกะหล่ำปลีใบย่น อายุการเก็บเกี่ยวของกะหล่ำปลีขึ้นอยู่กับพันธุ์ ถ้าเป็นพันธุ์หนัก 90-120 วัน พันธุ์กลาง 80-90 วัน พันธุ์เบา 60-70 วัน สำหรับในบ้านเรานิยมปลูกกะหล่ำปลีพันธุ์เบามากที่สุด เพราะพันธุ์เบาต้องการอากาศที่ไม่หนาวมาก ผักกะหล่ำปลี จะชอบอากาศอบอุ่นถึงหนาว ถ้าอากาศร้อนอบอ้าว ใบจะเหยียดยาวไม่จับปลี ค่ะ 
 
  กะหล่ำปลีชอบดินเหนียวที่มีการระบายน้ำที่ดี ระยะเวลาในการเพาะปลูกควรปลูกช่วงประมาณเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งในเมืองไทยจะตรงกับช่วงฤดูหนาว จะมีผลช่วยให้ลดการดูแลรักษากะหล่ำปลีลงได้มาก นอกจากนั้นผักกะหล่ำปลีจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงนี้ค่ะ
 
  กะหล่ำปลีเป็นอีกพืชหนึ่งที่ต้องพึ่งพาจากบริษัทค้าเมล็ดพันธุ์ เพราะเกษตรกรไม่สามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ได้เอง ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกษตรกรได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ ผลเสียที่เกษตรกรได้รับก็คือ ต้องเพิ่มต้นทุนจากการซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ยเคมี ซื้อยาป้องกันกำจัดโรคและแมลง เกษตรกรขาดการคิดแบบพึ่งตนเอง ทำให้ต้องตกเป็นเหยื่อจากวิธีการโฆษณาที่มีอย่างหลากหลายทุกวันนี้ค่ะ
 
  การปลูกกะหล่ำปลีที่ขอแนะนำในวันนี้ เป็นการปลูกเพื่อรับประทานในครัวเรือน หรือเป็นงานอดิเรกเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวนะคะ สำหรับคนที่อยู่ในเมืองอาจจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่ปลูกมีน้อย ก็สามารถปลูกไว้ในที่ต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เช่น เพาะปลูกในกระถาง ปลูกไว้หลังครัว หลังบ้าน เป็นสวนหย่อมเล็กๆ ก็เก๋ไปอีกแบบหนึ่งนะคะ และกะหล่ำปลีที่เหลือจากการบริโภคยังสามารถนำไปขายได้ เป็นรายได้ของครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ
 
  ขั้นตอนแรก เป็นขั้นเตรียมแปลงเพาะกล้าและเตรียมแปลงปลูก ให้ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก  เป็นปุ๋ยรองพื้นก้นหลุม โดยผสมคลุกเคล้าลงไปในดิน อัตราส่วน 2 กิโลกรัม/ตารางเมตร และนำเศษฟางข้าว คลุมแปลงเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด ขนาดของของแปลงเพาะกล้าประมาณ 1-2 ตารางเมตร และแปลงปลูกควรมีขนาดกล้า 1.5-2 เมตร ยาว 4-5 เมตรค่ะ
 
  ขั้นตอนที่สอง หว่านเมล็ดพันธุ์ผักลงบนแปลงเพาะ เมื่อเมล็ดงอกแล้วและใบเลี้ยงโตเต็มที่จึงจัดการกำจัดวัชพืชในแปลงเพาะ ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ต้นกล้าเจริญงอกงามดี และเมื่อต้นกล้าโตพอสมควร จึงจะทำการย้ายกล้าลงปลูกในแปลงปลูกที่เตรียมไว้ การย้ายปลูกจะทำให้ระบบรากของพืชแข็งแรง การเจริญเติบโตเร็วขึ้นค่ะ
 
  ขั้นตอนสุดท้ายของการปลูก ก่อนการย้ายปลูกควรทำเป็นหลุมเล็กๆ ให้ระหว่างต้นระหว่างแถวห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร และใส่ปุ๋ยรองพื้นก้นหลุมพวกปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก เพื่อช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ต้นกล้าผัก ทำให้เจริญเติบโตดี เมื่อปลูกต้นกล้าผักเรียบร้อยแล้ว ควรรดน้ำตามทันที การรดน้ำควรสังเกตดินแห้งหรือแฉะเกินไปหรือเปล่า แต่โดยปกติจะรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นค่ะ
 
  การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ในตอนของการเตรียมแปลงและรองก้นหลุมก่อนย้ายปลูก แล้วควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักชีวภาพอีกครั้งก็เมื่อตอนที่ผักมีอายุได้ 20-30 วัน หลังการย้ายปลูก ใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง ให้ใส่เมื่อในขณะที่กะหล่ำปลีเริ่มมีการจับปลี(การห่อใบ) ใส่ปุ๋ยครั้งที่สามเมื่อผักมีการจับปลีได้ดี และมีการเจริญเติบโตดีค่ะ สำหรับอัตราในการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักชีวภาพให้ใส่ครั้งละประมาณ 1 กำมือต่อต้น การใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องพรวนดินกลบ รดน้ำตามทุกครั้งและในช่วงของการเจริญเติบโตของผักกะหล่ำปลี ควรมีการให้ปุ๋ยน้ำเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต
 
  โรคและแมลงโดยทั่วไปของกะหล่ำปลี จะพบโรคโคนเน่าและหนอนเจาะกัดกินใบ ควรหมั่นตรวจ ดูแลแปลงเมื่อพบการทำลายของหนอนหรือแมลง ควรฉีดป้องกันกำจัดด้วยสมุนไพรจำพวกสารสกัดจากสะเดา ถ้าพบโรคโคนเน่า   ควรใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดการระบาดของโรคโคนเน่าได้เป็นอย่างดีค่ะ
 
  การเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี ควรเก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก หรือเมื่อเห็นว่าผักกะหล่ำปลีมีขนาดพอสมควรก็เก็บได้ เพราะถ้าหากเก็บช้าเกินไป จะทำให้ปลีแตก และถ้าเก็บเร็วเกินไป ปลีก็อาจจะยังแข็งอยู่ มีรสชาติไม่ดี และถ้าเกษตรกรจะตัดเพื่อส่งตลาดนั้น การตัดควรใช้มีดตัดให้มีใบนอกติดมาด้วย เพื่อลดแรงกระแทกระหว่างการขนส่งที่อาจส่งผลให้ผักช้ำได้ค่ะ
 
  การปลูกพืชผักไว้รับประทานเอง ทำให้เรามั่นใจได้ว่า พืชผักที่เรารับประทานอยู่ปลอดสารพิษ เพราะเราผลิตเอง เหลือจากการบริโภคก็นำไปขายเป็นรายได้กับครอบครัว ซึ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีก็ก้าวไปมากโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ หรือผลเสียต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน พืชผักต่างๆ ก็ถือว่าเป็นอาหารที่สำคัญของมนุษย์ ถ้าคุณได้บริโภคผักที่ปลอดสารเคมี ก็จะเป็นผลดีต่อร่างกายคุณค่ะ
 
  คุณผู้ฟังที่รักค่ะ หากคุณผู้ฟังต้องการได้รายละเอียดเกี่ยวกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ หรือมีปัญหาทางการเกษตรต้องการคำปรึกษา แนะนำ หรือต้องการให้คำแนะนำ ติชม แก่ทางรายการฯก็ตาม ขอเชิญติดต่อเข้ามาได้ค่ะ ทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์นะคะ ทางจดหมายจ่าหน้าซองถึง คุณดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รหัสไปรษณีย์ 90112 ส่วนทางโทรศัพท์กรุณาติดต่อมาที่หมายเลขโทรศัพท์ (074) 212849 ต่อ 14 ในวันและเวลาราชการค่ะ
 
  วันนี้เวลาของรายการสาระความรู้ทางการเกษตรหมดลงอีกแล้วนะคะ คุณผู้ฟังจะติดตามรับฟังรายการสาระความรู้ทางการเกษตรได้ใหม่ ณ สถานีวิทยุมอ. เอฟเอ็ม แปดสิบแปดเม็กกะเฮิร์กซ์ ทุกวันจันทร์ เวลาประมาณ สิบห้านาฬิกาสี่สิบห้านาที สำหรับวันนี้ดิฉันขอลาคุณผู้ฟังไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ
 
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14 แฟกซ์ (074) 558803

สถานีวิทยุมอ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999