บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
ประจำวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2546
 
เรื่อง พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา
ตอน “ไพลและเพชรสังมาต”
 

ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ นักวิชาการเกษตร 6 คณะทรัพยากรธรรมชาติ
ผู้เขียน ผู้ดำเนินรายการ
 

เริ่มรายการ  เพลงบรรเลง (เปิดเพลง รั้วศรีบลู จากนั้นลดเสียงเพลงลงให้คลอเบาๆ)
 
ผู้ดำเนินรายการ       สวัสดีค่ะ คุณผู้ฟังที่รักทุกท่านคะ วันนี้ดิฉันดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม โครงการบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝ่ายวิจัยและบริการคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลับมาพบกับคุณผู้ฟังอีกครั้งนะคะในรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” สำหรับวันนี้ดิฉันขอเสนอเรื่อง “พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา” ตอน “ไพลและเพชรสังมาต” ค่ะ

ไพล มีชื่อภาษาท้องถิ่นว่า พายับ ปูลอย, ปูเลย, มิ้นสะล่าง, ว่านไฟ และไพล มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซิงจิเบอร์ แคสซูมูนาร์ (Zingiber cassumunar Roxb.) จัดอยู่ในวงศ์ ซิงจิเบอร์ราซีอี้ (Zingiberaceae)

ไพล มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วยสารสำคัญที่เรียกว่า แคสซูมิวนาควิโนน วัน และ พี(cassumunaquinone I and P) แคสซูมูนส์ สารเคอร์คิวมิน

สรรพคุณของไพลและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของไพลคือ หัวหรือเหง้า ซึ่งเป็นลำต้นใต้ดิน ที่เรียกว่า ไรโซม (rhizome)จะให้สรรพคุณดังต่อไปนี้ ค่ะ
หัวหรือเหง้า ควรใช้เหง้าแก่จัด ใช้ขับประจำเดือนให้สะดวก ใช้ทาถูนวดแก้เหน็บชา แก้เมื่อยขบ เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม แก้ท้องอืด มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้บิด สมานลำไส้ นิยมใช้หลังการคลอดบุตร
เหง้าสด ใช้ฝนทาแก้ฟกช้ำบวม เส้นตึง เมื่อขบ เหน็บชา สมานแผล และจากการตรวจสอบรายงานการทดลองพบว่า ไพล มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้หอบหืด และรักษาโรคหืดในเด็ก จากการศึกษาฤทธิ์ต้านฮีสตามีนของไพล โดยทำ skin testing กับเด็กที่มีอาการหอบหืด 24 ราย ที่ไม่ได้ทำการรักษาด้วยยา 24 ชั่วโมง ผลการทดสอบพบว่าไพลในขนาด 500 มิลลิกรัม มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีนน้อยกว่า chlopheniramine 0.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อให้คนไข้กิน และในปัจจุบันพบว่ามีการผลิตครีมจากไพลออกจำหน่ายโดยใช้ชื่อว่า "ไพลจีซาล" ใช้รักษาอาการปวดเมื่อย แก้ฟกช้ำ นอกจากนี้น้ำคั้นจากหัวไพลมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ จึงช่วยลดอาการปวดได้
มีคำแนะนำการทำน้ำมันไพลเอาไว้ใช้ทาถูนวด มีสูตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมจากหนังสือปลูกผักไทยได้ทั้งอาหารและยา ดังต่อไปนี้
ส่วนประกอบ หัวไพลหนัก 2 กิโลกรัม น้ำมันพืช 1 กิโลกรัม กานพลู 4 ช้อนชา การบูรเล็กน้อย
วิธีทำ : ให้นำหัวไพลมาทอดในน้ำมันพืชที่ร้อนจัดๆ จนหัวไพลเหลืองดีแล้วจึงเอาหัวไพลออก แล้วใส่กานพลูลงไปทอดต่ออีกประมาณ 10 นาที จึงยกขึ้นแล้วเอาแต่น้ำมัน ตั้งทิ้งไว้จนเย็นจึงใส่การบูรแล้วคนให้การบูรละลาย นำน้ำมันที่ได้มาใช้ทาถูนวดเช้า-เย็นวันละ 2 ครั้ง หรือใช้เวลาปวดจะได้ผลดีค่ะ

เพชรสังฆาต มีชื่อภาษาท้องถิ่นว่า ขั่นข้อ สามร้อยต่อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซิสซัส กวา-ดรัน-กูริส (Cissus quadranguris L.) จัดอยู่ในวงศ์ วิทตาซีอี้ (Vitaceae)

เพชรสังฆาต มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วย วิตามินซี แคโรทีน และมีแคลเซียมออกซาเลตรูปเข็มมาก นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มสเตียรอยด์

สรรพคุณของเพชรสังฆาตและวิธีใช้ เภสัชกรหญิงสุนทรี สิงหุบตรา อธิบายไว้ในหนังสือสรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิดว่า น้ำจากต้นใช้หยอดหูแก้น้ำหนวกไหล หยอดจมูกแก้เลือดกำเดา ขับน้ำเหลืองเสียในสตรีประจำเดือนไม่ปกติ เป็นยาธาตุเจริญอาหาร ใบ-ยอดอ่อน ใช้รักษาโรคลำไส้เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย ใบ-ราก ใช้เป็นยาพอก ส่วนเถาใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนักส่วนที่ใช้ประโยชน์ของเพชรสังฆาตคือ ใบ และลำต้น ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้ ค่ะ
ใบและลำต้นของเพชรสังฆาต นำมาคั้นเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มแก้โรคลักปิดลักเปิด แก้กระดูกแตกสามารถใช้สมานกระดูกได้ ขับลมในลำไส้ แก้ริดสีดวงทวาร
เถาของเพชรสังฆาต นำมาตากแดดให้แห้งแล้วบดเป็นผง ทำเป็นเม็ดลูกกลอนขนาด 0.5 กรัม รับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือก่อนนอน ใช้รักษาอาการดังกล่าวได้ดี วิธีและปริมาณที่ใช้เพชรสังฆาตแก้ริดสีดวงทวารหนัก ใช้เถาสด 2-3 องคุลีต่อ 1 มื้อ รับประทานสด ๆ ถ้าเคี้ยวจะคันปากคันคอเพราะในสมุนไพรนี้จะมีสารเป็นผลึกรูปเข็มอยู่มากเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในใบบอน ต้นเผือก การรับประทานจึงใช้สอดไส้ลงในกล้วยสุกหรือมะขาม แล้วกลืนลงไป ใช้รับประทาน 10-15 วัน จะเห็นผล
คนไทยนิยมรับประทานเพชรสังฆาตในลักษณะผักสด โดยหุ้มด้วยมะขามเปียก เพื่อป้องกันอาการคันคออันเนื่องมาจากแคลเซียมออกซาเลต นอกจากนี้ยังมีรายงานจากผลการทดลองพบว่า เพชรสังฆาตช่วยลดความดันโลหิต และเร่งความเร็วในการเชื่อมต่อกระดูกได้ดีอีกด้วยค่ะจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม 2542

       วันนี้เวลาของรายการสาระความรู้ทางการเกษตรหมดลงอีกแล้วนะคะ คุณผู้ฟังจะติดตามรับฟังรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” ได้ใหม่ ณ สถานีวิทยุ มอ. เอฟเอ็ม แปดสิบแปด เม็กกะเฮิร์กซ์ ทุกวันจันทร์ เวลาประมาณสิบห้านาฬิกายี่สิบนาที หากคุณผู้ฟังต้องการได้รายละเอียดเกี่ยวกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ หรือหากคุณผู้ฟังมีปัญหาทางการเกษตรต้องการคำปรึกษา แนะนำ หรือต้องการให้คำแนะนำ ติชม แก่ทางรายการฯ ก็ตามนะคะ ขอเชิญติดต่อเข้ามาได้ค่ะ ทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์ ทางจดหมายจ่าหน้าซองถึง คุณดวงจันทร์เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม โครงการบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝ่ายวิจัยและบริการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รหัสไปรษณีย์ 90112 ส่วนทางโทรศัพท์กรุณาติดต่อมาที่หมายเลข 074 – 219-234 และ 074 282330 ได้ทุกวันในเวลาราชการนะคะ สำหรับวันนี้ดิฉันขอลาคุณผู้ฟังไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14   แฟกซ์ (074) 558803

สถานีวิทยุมอ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999