บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
ประจำวันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2547
 
เรื่อง พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา
ตอน "พริกไทย"
 

ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ นักวิชาการเกษตร 6 คณะทรัพยากรธรรมชาติ
ผู้เขียน ผู้ดำเนินรายการ
 

เริ่มรายการ  เพลงบรรเลง (เปิดเพลง รั้วศรีบลู จากนั้นลดเสียงเพลงลงให้คลอเบาๆ)
 
ผู้ดำเนินรายการ
      สวัสดีค่ะ คุณผู้ฟังคะ ดิฉันดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลับมาพบกับคุณผู้ฟังอีกครั้งนะคะในรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” สำหรับวันนี้ดิฉันขอเสนอเรื่อง “พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา” ตอน "พริกไทย"

       ก่อนที่จะนำเสนอเรื่องราวของพริกไทย ดิฉันขอประชาสัมพันธ์ข่าวบริการวิชาการของคณะทรัพยากร-ธรรมชาติสักเล็กน้อยนะคะ ด้วยงานฝึกอบรม โครงการบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีจะได้จัดให้มี "โครงการคลีนิคเกษตรสัญจร" ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ แก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางด้านการเกษตรให้แก่ เกษตรกร สังคม และชุมชนท้องถิ่น ที่ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการคำแนะนำ หรือต้องการปรึกษาปัญหาทางการเกษตรเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้อย่างถูกต้องตรงจุด ขอให้ท่านเกษตรกรส่งจดหมายถึง ดิฉัน ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ ตามที่อยู่ที่จะนำเสนอในช่วงท้ายของรายการค่ะ

"พริกไทย" มีชื่อพื้นบ้านว่า พริกน้อย ( ภาคเหนือ ) และพริกไทย มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เปปเปอร์ (Pepper) เปปเปอร์คอร์น (Pepper Corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปป์เปอร์ไนกรัม (Piper nigrum L.) จัดอยู่ในวงศ์ ไปป์เปอร์ราซีอี้ (Piperaceae) พริกไทยเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันแพร่หลายมาเป็นเวลานาน มีแหล่งกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเป็นพืชเศรษฐกิจ ของประเทศที่มี อากาศร้อน เช่น บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฯลฯ พริกไทย มีลักษณะลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีราก เล็ก ๆ ออกตามข้อของลำต้น เพื่อใช้ในการยึดเกาะ ใบรูปไข่เรียวสลับกันไป ดอกเป็นช่อยาว ออกตรงซอกใบ ดอกย่อยสมบูรณ์เพศสีขาว ผลมีลักษณะกลมจัด เรียงตัวแน่นอยู่บนแกน ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกมีสีแดง
การขยายพันธุ์พริกไทย ทำได้โดยวิธีปักชำ โดยตัดส่วนลำต้นที่ไม่แก่จัดยาวประมาณ 5-7 ข้อ ปักชำไว้จนรากงอกออกมาแข็งแรง แล้วจึงนำไปปลูก โดยต้องทำค้างไว้เกาะด้วย พริกไทยสามารถขึ้นได้ ในดินทั่วๆไปที่มีการระบายน้ำได้ดี และชอบอากาศที่อบอุ่นและชื้น ซึ่งอากาศแบบนี้จะอยู่แถวจันทบุรี ระยอง และตราด

"พริกไทย" มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน (11.3 %) แป้ง (50%) แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตานบี2 ไนอาซิน วิตามินซี มีน้ำมันหอมระเหยที่มีสีเหลืองราว 1-2% เช่น โมโนเทอร์ปีน(monoterpene) และเซสควเทอร์ปีน (sesquiterpene) ไปนีน (pinene) โอลีโอเรซิน (olearesin) 12-14% ประกอบด้วยสารที่ทำให้มีกลิ่นฉุนเย็นเป็นแอลคาลอยด์ คือ ไปเปอรีน(piperine) สารที่ให้รสเผ็ดคือ คาวิซีน(chavicine) ประมาณ 1% และสารพวกฟีนอลิกส์(Phenolics)
พริกไทยแบ่งตามวิธีการเก็บ และเตรียมได้เป็น 2 ชนิด คือพริกไทยดำ (black pepper) และพริกไทยขาวหรือพริกไทยล่อน (white pepper) พริกไทยดำ เตรียมได้จากการนำผลพริกไทยที่โตเต็มที่ แต่ยังไม่สุก มาตากแห้ง ส่วนพริกไทยล่อนได้จากการนำผลพริกไทยที่สุกแล้ว มาแช่ในน้ำ เพื่อลอกเปลือกชั้นนอกออกไป จากนั้นนำไปตากแห้ง เมื่อนำพริกไทยมากลั่นด้วยไอน้ำ จะได้น้ำมันหอมระเหย เรียกว่าน้ำมันพริกไทย ในปริมาณร้อยละ 2-4 โดยพริกไทยดำ จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่า และมีกลิ่นฉุนกว่าพริกไทยล่อน องค์ประกอบหลักของน้ำมันพริกไทย จะเป็นสารประกอบ จำพวกโมโนเทอร์ปีน (monoterpenes) ร้อยละ 60-80 เซสควิทเทอร์ปีน (sesquiterpenes) ร้อยละ 20-40 ที่สำคัญได้แก่ ลิโมนีน (Limonene) บี คาร์โยฟิลลีน (B-caryophyllene) บี ไพนีน (B-pinene) และไพนีน (pinene) เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษา โอลิโอเรซิน พริกไทยโดยนำพริกไทยมาสกัด ด้วยตัวทำละลาย พบว่า โอลิโอเรซิน ประกอบด้วย สารจำพวก อัลคาลอยด์ ที่สำคัญคือไพเพอร์รีน (piperine)(ร้อยละ 5-9) ไพเพอร์ลิดีน (piperidine) และไพเพอร์รานีน (piperanine) ฯลฯ ซึ่งไพเพอร์รีน (piperine) และไพเพอร์รานีน (piperanine)นี้เอง จัดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นฉุน และรสเผ็ดร้อน

สรรพคุณของพริกไทยและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของพริกไทยคือ ดอก ผลอ่อน ผลแก่ ใบ และเถา ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้ ค่ะ
ดอกพริกไทย มีสรรพคุณใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง
เมล็ดพริกไทย มีสรรพคุณใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้มุตกิด แก้ลมอัมพฤกษ์ ในเมล็ดพริกไทยมีสารไปเปอรีน และสารฟินอลิกส์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็ง และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท
ใบพริกไทย มีสรรพคุณใช้แก้ลมจุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง
เถาพริกไทย ใช้แก้อุระเสมหะ แก้อติสาร
รากพริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร
น้ำมันในพริกไทยช่วยลดน้ำหนัก และสามารถใช้นวดส่วนที่ต้องการลดได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารไปเปอรีนในพริกไทยสามารถใช้แก้โรคลมชักหรือลมบ้าหมู (epileptic) ได้ อนุพันธุ์ของสารนี้ ชื่อ antiepilepsirine ใช้แก้อาการชัก และมีผลข้างเคียงน้อย และยังพบว่า ไปเปอรีนในพริกไทยมีฤทธิ์ฆ่าแมลงวันได้ดีกว่าไพรีทริน(pyrethrin) และไม่มีพิษต่อคน อีกด้วย
การนำพริกไทยมาใช้ประโยชน์ นอกจากจะใช้แต่งกลิ่นรส และถนอมอาหารแล้ว ยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรด้วย โดยมีสรรพคุณตามตำรับยาไทยคือ ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและกระตุ้นประสาท ชาวจีนใช้พริกไทยระงับอาการปวดท้อง แก้ไข้มาลาเรีย แก้อหิวาตกโรค มีรายงานว่า piperine สามารถใช้แก้ลมบ้าหมู (Antiepileptic) ได้ และเมื่อเตรียมอนุพันธ์ของ piperine คือ Antiepilepsinine พบว่าสามารถแก้อาการชักได้ผลดีกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า
ในขั้นตอนการผลิตพริกไทยดำ จะได้ส่วนที่เป็นพริกไทยเบา หรือเมล็ดลีบออกมาด้วย ชาวสวนส่วนใหญ่ จะนำพริกไทยเบานี้ไปทิ้ง หรือนำไปทำปุ๋ย ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (หป.ทผ.) จึงได้นำพริกไทยเบาส่วนนี้มาศึกษา การสกัดน้ำมันหอมระเหยและโอลิโอเรซิน พบปริมาณน้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.5 โดยมีคุณสมบัติทางเคมี และฟิสิกส์ใกล้เคียงกับน้ำมันพริกไทยดำ และมีปริมาณโอลิโอเรซิน ร้อยละ 10 ซึ่งประกอบด้วย piperine ร้อยละ 1.2 ซึ่งน้อยกว่าปริมาณ piperine ในพริกไทยดำ
วิธีเตรียมพริกไทยเพื่อทำเป็นยาสมุนไพรก็ไม่ยาก ให้นำผลแก่จัดไปตากแดดให้แห้ง ในแต่ละครั้งจะรับประทานครั้งละ 15-20 ผล ( ผลแก่จัดตากแห้ง ) ซึ่งเมื่อบดออกมาแล้วจะหนักประมาณ 0.5-1 กรัม เมื่อบดเป็นผงแล้วก็นำไปชงกับน้ำอุ่นรับประทาน หรือทำเป็นลูกกลอนก็ได้ แต่บางท่านก็รับประทานผลแก่ตากแห้ง 15-20 ผล โดยไม่บดเลยก็มี ซึ่งก็ได้เหมือนกัน เนื่องจากพริกไทยจัดเป็นอาหารและยาด้วย ดังนั้นผลข้างเคียงแทบจะไม่พบเลย แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ เนื่องจากพริกไทยมีรสเผ็ดและจัดเป็นยาร้อน หญิงมีครรภ์อ่อนๆไม่ควรรับประทานมากนะคะ เพราะว่าอาจจะทำให้แท้งได้

       วันนี้เวลาของรายการสาระความรู้ทางการเกษตรหมดลงอีกแล้วนะคะ คุณผู้ฟังจะติดตามรับฟังรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” ได้ใหม่ ณ สถานีวิทยุ มอ. เอฟเอ็ม แปดสิบแปด เม็กกะเฮิร์กซ์ ทุกวันจันทร์ เวลาประมาณสิบห้านาฬิกายี่สิบนาที หากคุณผู้ฟังต้องการได้รายละเอียดเกี่ยวกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ หรือมีปัญหาทางการเกษตรต้องการคำปรึกษา แนะนำ หรือต้องการให้คำแนะนำ ติชม แก่ทางรายการฯ ก็ตามนะคะ ขอเชิญติดต่อเข้ามาได้ค่ะ ทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์ ทางจดหมายจ่าหน้าซองถึง คุณดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รหัสไปรษณีย์ 90112 ส่วนทางโทรศัพท์กรุณาติดต่อมาที่หมายเลข 074 – 219-234 และ 074 286-059-60 ได้ทุกวัน ในเวลาราชการนะคะ สำหรับวันนี้ดิฉันขอลาคุณผู้ฟังไปก่อน สวัสดีค่ะ
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14   แฟกซ์ (074) 558803

สถานีวิทยุมอ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999